58
1) การพั
ฒนาโปรแกรมเป
นความมุ
งหวั
งที่
ต
องการให
เกิ
ดการเปลี่
ยนแปลง (Change)
ขึ้
นในตั
วผู
เรี
ยน ไม
ว
าผู
เรี
ยนจะเป
นรายบุ
คคล เป
นกลุ
มบุ
คคลหรื
อชุ
มชน ในระดั
บรายบุ
คคลการ
เปลี่
ยนแปลงที่
คาดว
าจะเกิ
ดขึ้
นในตั
วผู
เรี
ยนคื
อด
านความรู
ทั
กษะเจตคติ
ในระดั
บกลุ
มหรื
อชุ
มชน
การเปลี่
ยนแปลงที่
คาดหวั
งว
าจะเกิ
ดขึ้
นในชุ
มชนคื
อวิ
ธี
การต
างๆ ในการประสานความต
องการและ
ผลประโยชน
ของกลุ
มต
างๆ ในชุ
มชน
2) การพั
ฒนาโปรแกรมเป
นเรื่
องของการตั
ดสิ
นใจ (Decision making) ดั
งนั้
น
นั
กพั
ฒนาโปรแกรมจะต
องยอมรั
บข
อตกลงเบื้
องต
นว
า ในการวางโปรแกรมจะต
องให
บุ
คคลหรื
อ
ตั
วแทนของบุ
คคลเข
ามามี
ส
วนร
วมในการพั
ฒนาโปรแกรมซึ่
งอาจจะเป
นการเข
ามามี
ส
วนร
วมใน
ทุ
กขั้
นตอนหรื
อบางขั้
นตอนของโปรแกรมตั้
งแต
การวิ
เคราะห
และกํ
าหนดความต
องการของบุ
คคล
และป
ญหาของชุ
มชนตลอดจนขั้
นตอนการประเมิ
นผลและเสนอรายงาน
3) การพั
ฒนาโปรแกรมมี
หลั
กการสํ
าคั
ญในเรื่
องของความร
วมมื
อ (Collaborations)
หรื
อการมี
ส
วนร
วมของผู
เข
ามารั
บบริ
การกั
บนั
กพั
ฒนาโปรแกรม ในการวิ
เคราะห
และกํ
าหนดว
า
อะไรคื
อความต
องการหรื
อป
ญหาที่
ต
องการจะแก
การเลื
อกทรั
พยากร และวิ
ธี
ปฏิ
บั
ติ
งานตลอดจน
วิ
ธี
การประเมิ
นผลที่
เหมาะที่
สุ
ด
4) การพั
ฒนาโปรแกรมเป
นเรื่
องของระบบ และแนวความคิ
ด
(Systems
and
Concepts) กล
าวคื
อการพั
ฒนาโปรแกรมเป
นระบบใหญ
ที่
ประกอบด
วยแนวความคิ
ดต
าง ๆ ใน
ระบบใหญ
ดั
งกล
าวจะประกอบด
วยระบบ ย
อยอี
ก 3 ระบบที่
มี
แนวความคิ
ดที่
มี
ปฏิ
สั
มพั
นธ
ต
อกั
น
ระบบย
อย 3ระบบสามารถจํ
าแนกได
เป
น
4.1)ระบบการวางแผน (Planning)
4.2)ระบบการสร
างและการนํ
าโปรแกรมไปปฏิ
บั
ติ
(Design and Implementations)
4.3)ระบบการประเมิ
นผลและความรั
บผิ
ดชอบในการรายงานผล (Evaluation and
Accountability)
5) การพั
ฒนาโปรแกรมเป
นวิ
ธี
การที่
สํ
าคั
ญวิ
ธี
การหนึ่
งที่
องค
กรจะได
ข
อมู
ลย
อนกลั
บ
(Feedback)
เกี่
ยวกั
บการปฏิ
บั
ติ
งานทํ
าให
องค
กรมี
ความตื่
นตั
ว ทั
นต
อสถานการณ
ต
าง ๆ และ
สามารถปรั
บปรุ
งองค
กรให
ปฏิ
บั
ติ
งานดี
ขึ้
นในอนาคต
บทบาทและหน
าที่
ของนั
กพั
ฒนาโปรแกรม
1. หน
าที่
ฐานะเป
นนั
กส
งเสริ
มการเปลี่
ยนแปลง (Change Agent) และเป
นผู
อํ
านวยความ
สะดวก (Facilitator) ในการเรี
ยนการสอนเพื่
อให
เกิ
ดความร
วมมื
อ