bk128 - page 59

49
10. การเลื
อกและดํ
าเนิ
นการกิ
จกรรมการเรี
ยนรู
(Selecting and Organizing Learning
Lxperiences) ความหมายของการเรี
ยนรู
ที่
นิ
ยมกว
างขวางมั
กสรุ
ปว
าการเรี
ยนรู
คื
อการเปลี่
ยนแปลง
พฤติ
กรรม พฤติ
กรรมในความหมายนี้
หมายรวมไปถึ
งการปฏิ
บั
ติ
การคิ
ดและการรู
สึ
กกรรมวิ
ธี
ที่
จะ
อื้
ออํ
านวยให
เกิ
ดการเรี
ยนรู
ก็
จะสอดคล
องกั
บความเชื่
อทางปรั
ชญาตั
วอย
างเช
น ตามความ เชื่
อของ
ศึ
กษาผู
ใหญ
เชิ
งเสรี
นิ
ยม (Liberal Adult Education) วิ
ธี
การเอื้
อให
เกิ
ดการเรี
ยนรู
ของผู
ใหญ
คื
ผู
สอนเป
นผู
นํ
าในการซั
กถามโต
ตอบ (Dialectic) โดยผู
เรี
ยนผู
ใหญ
ต
องอ
านทํ
าความเข
าใจ คิ
วิ
เคราะห
จากตํ
าราที่
ผู
สอนเป
นผู
แนะนํ
ทั้
งผู
เรี
ยนและผู
สอนโดยใช
เหตุ
ผลและความคิ
กระบวนการนี้
คาดหวั
งการเกิ
ดป
ญญา (Intellectual) ในตั
วผู
เรี
ยน ผู
สอนต
องเป
นผู
รอบรู
ในสาขาที่
แนะนํ
าผู
เรี
ยนผู
สอนต
องศึ
กษาและคิ
ดหาเหตุ
ผลอยู
ตลอดเวลาส
วนนั
กการศึ
กษาผู
ใหญ
ที่
เชื่
อในเชิ
มนุ
ษยนิ
ยมที่
เชื่
อในศั
กยภาพของมนุ
ษย
แต
ละบุ
คคลมนุ
ษย
แต
ละคนจึ
งเป
นเอกลั
กษณ
(Unique) และ
มี
ความแตกต
างระหว
างบุ
คคล มนุ
ษย
มี
ธรรมชาติ
ที่
รั
กดี
ต
องการพั
ฒนา ผู
สอนจึ
งมี
บทบาทในการ
สนั
บสนุ
น สร
างสภาพเอื้
ออํ
านวยให
ผู
เรี
ยนผู
ใหญ
รั
บผิ
ดชอบในกระบวนการเรี
ยนรู
ของตนเอง การ
เรี
ยนรู
เป
นกระบวนการภายใน (Internal Process) ของแต
ละบุ
คคลจากตั
วอย
างข
างต
น ผู
จั
โปรแกรมจึ
งจํ
าเป
นต
องตรวจสอบความเชื่
อเชิ
งปรั
ชญาของตนเองและองค
กรสร
าง เป
นกรอบ
ความคิ
ดเชิ
งปรั
ชญาแล
วจั
ดกิ
จกรรมการเรี
ยนรู
ประสบการณ
การเรี
ยนรู
(Learning Experience) ให
สอดคล
องกั
บความเชื่
อเชิ
งปรั
ชญาในการจั
ดการศึ
กษานอกระบบและการเรี
ยนรู
ของผู
ใหญ
11. การเลื
อกรู
ปแบบของกิ
จกรรมการเรี
ยนรู
(Identify Instructional Design) ผู
จั
โปรแกรมยั
งต
องรั
บผิ
ดชอบในการเลื
อกรู
ปแบบของกิ
จกรรมการเรี
ยนรู
รวมทั้
งเลื
อกวิ
ธี
(Method)
เทคนิ
ค (Technique) และเครื่
องมื
อหรื
ออุ
ปกรณ
(Device) ให
เหมาะสมกั
บเนื้
อหา รู
ปแบบของ
กิ
จกรรม และผู
เรี
ยนเป
นที่
ยอมรั
บกั
นทั่
วไปว
า ไม
มี
วิ
ธี
เทคนิ
ค และเครื่
องมื
อใดที่
ดี
ที่
สุ
ด การ
ตั
ดสิ
นใจเลื
อกใช
ควรใช
ข
อควรพิ
จารณาดั
งนี้
คื
อ 1) วั
ตถุ
ประสงค
ของการเรี
ยน 2) ความสนใจ และ
คุ
ณลั
กษณะอื่
นๆของผู
เรี
ยนผู
ใหญ
3) ประสบการณ
เดิ
มของผู
เรี
ยน 4) ความพร
อมของเครื่
องมื
และทรั
พยากร และ 5) ความสนใจความถนั
ดของผู
จั
ดโปรแกรม ในบางกรณี
ข
อมู
ลทั้
งห
าประการนี้
อาจไม
สามารถหาได
ผู
จั
ดโปรแกรมอาจต
องตั
ดสิ
นใจบนพื้
นฐานข
อมู
ลเท
าที่
มี
ที่
สํ
าคั
ญต
องพิ
จารณา
ความเชื่
อเชิ
งปรั
ชญาในการจั
ดการศึ
กษาประกอบด
วย
12. การใช
ประโยชน
การประชาสั
มพั
นธ
(Utilizing Effective Promotional Priorities) ใน
ชุ
มชนและท
องถิ่
น มี
โปรแกรมจํ
านวนมากที่
แข
งขั
นกั
นเพื่
อรั
บการสนั
บสนุ
นในทุ
กด
าน โปรแกรม
การศึ
กษานอกระบบแม
จะเป
นประโยชน
โดยตรงต
อชุ
มชนตั้
งแต
เริ่
มต
นจนเสร็
จสิ้
นโปรแกรมแต
จํ
ต
องการประชาสั
มพั
นธ
ทํ
าให
บุ
คคล เป
าหมายและชุ
มชนมี
ความรู
สึ
กที่
ดี
ความเข
าใจอั
นดี
รั
บทราบ
ความก
าวหน
าป
ญหาและอุ
ปสรรครวมทั้
งช
วยสร
างความร
วมมื
อของบุ
คคลเป
าหมายและชุ
มชน
1...,49,50,51,52,53,54,55,56,57,58 60,61,62,63,64,65,66,67,68,69,...374
Powered by FlippingBook