bk128 - page 57

47
3. การมี
ส
วนร
วมในกระบวนการจั
ดทํ
าโปรแกรมของกลุ
มบุ
คคลเป
าหมาย (Involvement
of Potential Clientele) ผู
จั
ดทํ
าหรื
อผู
กํ
าหนดโปรแกรมการศึ
กษานอกระบบต
องตั
ดสิ
นใจใน
รายละเอี
ยดเกี่
ยวกั
บการมี
ส
วนร
วม เช
น ใครบ
างมี
ส
วนร
วมควรมี
ส
วนร
วมอย
างไรมากน
อยแค
ไหน
นํ
ามาใช
ในการวิ
เคราะห
ลึ
กซึ้
งเท
าใด ให
น้ํ
าหนั
กความสํ
าคั
ญแค
ไหน การตั
ดสิ
นใจดั
งกล
าวมี
ผลต
การเลื
อกกิ
จกรรมต
างๆ ในกระบวนการมี
ส
วนร
วมรู
ปแบบของโปรแกรมและวั
ตถุ
ประสงค
ของการ
มี
ส
วนร
วมของบุ
คคลเป
าหมายเป
นป
จจั
ยที่
สํ
าคั
ญต
องพิ
จารณาประกอบด
วย
4. ระดั
บความรู
ป
ญญา สถานะภาพสั
งคมของกลุ
มบุ
คคลที่
จะมี
ส
วนร
วม (Levels of
Intelectual and Social Development of Potential Clientele) กิ
จกรรมในโปรแกรมการศึ
กษานอก
ระบบเป
นกิ
จกรรมที่
มี
เป
าหมายให
ประชาชนเกิ
ดการเรี
ยนรู
กระบวนการเรี
ยนรู
ควรเน
นที่
ผู
เรี
ยนใน
สภาพชี
วิ
ตจริ
งและผู
เรี
ยนเป
นผู
กระทํ
าเพื่
อให
เกิ
ดการเรี
ยนรู
และรั
บผิ
ดชอบในการเรี
ยนรู
ของตนเอง
ดั
งนั้
นนั
กการศึ
กษานอกระบบต
องให
ความสํ
าคั
ญในประเด็
นความแตกต
างระหว
างบุ
คคลดั
งนั้
นผู
จั
ดโปรแกรมจึ
งควรให
ความสํ
าคั
ญกั
บความแตกต
างระหว
างบุ
คคลของกลุ
มคนที่
จะเข
ามามี
ส
วน
ร
วมในกระบวนการจั
ดทํ
าโปรแกรมความแตกต
างระหว
างบุ
คคลอาจเป
นทั้
งป
จจั
ยในเชิ
งบวก และ
ป
จจั
ยเชิ
งลบได
ทั้
งสิ้
นผู
จั
ดทํ
าโปรแกรมจึ
งต
องพิ
จารณาอย
างถี่
ถ
วนในการตั
ดสิ
นใจเลื
อกอย
าง
เหมาะสมที่
สุ
5. แหล
งข
อมู
ลเพื่
อการพิ
จารณากํ
าหนดวั
ตถุ
ประสงค
(Sources to Investigate andAnalyze
in Determining Program Objectives) ผู
จั
ดโปรแกรมควรพยายามใช
ประโยชน
ให
มากที่
สุ
ด จาก
แหล
งข
อมู
ลที่
หลากหลายจํ
านวนแหล
งข
อมู
ลมากและหลากหลายเท
าไรยิ่
งช
วยให
การกํ
าหนด
วั
ตถุ
ประสงค
ได
ตรงกั
บสภาพป
ญหาและความต
องการ มี
ความเป
นไปได
สู
งมากเท
านั้
นแหล
งข
อมู
ที่
นิ
ยมคื
อผู
เรี
ยนหรื
อประชาชนที่
ร
วมโปรแกรมนั่
นเองชุ
มชนสภาพเศรษฐกิ
จและสิ่
งแวดล
อมของ
ผู
เรี
ยนและความรู
ที่
เกี่
ยวข
องกั
บสภาพป
ญหาผู
จั
ดโปรแกรมควรพยายามใช
ประโยชน
ให
มากที่
สุ
จากแหล
งข
อมู
ลที่
หลากหลาย ยิ่
งจํ
านวนแหล
งข
อมู
ลมากและหลากหลายเท
าไร ก็
ยิ่
งช
วยให
การ
กํ
าหนดวั
ตถุ
ประสงค
ได
ตรงกั
บสภาพป
ญหาและความต
องการมี
ความเป
นไปได
สู
งมากเท
านั้
แหล
งข
อมู
ลที่
นิ
ยมคื
อผู
ต
องมี
การเปลี่
ยนทิ
ศทางตามไปด
วย ตามที่
กล
าวมาแล
วที่
ว
าโปรแกรมเชิ
พั
ฒนามั
กเริ่
มสภาพการณ
ที่
คลุ
มเครื
อ ดั
งนั้
นในการศึ
กษาแหล
งข
อมู
ลเบื้
องต
น อาจกํ
าหนด
วั
ตถุ
ประสงค
ไว
ระดั
บหนึ่
ง แต
เมื
อการการศึ
กษาแหล
งข
อมู
ลและการดํ
าเนิ
นงานของกลุ
มเป
าหมาย
คื
บหน
าไประดั
บความต
องการอาจพั
ฒนาลึ
กซึ้
งมากเพิ่
มขึ้
นอาจทํ
าให
ต
องเปลี่
ยนแปลงแหล
งข
อมู
ในภายหลั
6. ข
อจํ
ากั
ดในด
านบุ
คคลและสถาบั
น (Recognition of Institution and Individual
Constrains) การวางโปรแกรมการศึ
กษาผู
ใหญ
ควรตระหนั
กในข
อจํ
ากั
ดทั้
งด
านบุ
คคลและด
าน
1...,47,48,49,50,51,52,53,54,55,56 58,59,60,61,62,63,64,65,66,67,...374
Powered by FlippingBook