47
3. การมี
ส
วนร
วมในกระบวนการจั
ดทํ
าโปรแกรมของกลุ
มบุ
คคลเป
าหมาย (Involvement
of Potential Clientele) ผู
จั
ดทํ
าหรื
อผู
กํ
าหนดโปรแกรมการศึ
กษานอกระบบต
องตั
ดสิ
นใจใน
รายละเอี
ยดเกี่
ยวกั
บการมี
ส
วนร
วม เช
น ใครบ
างมี
ส
วนร
วมควรมี
ส
วนร
วมอย
างไรมากน
อยแค
ไหน
นํ
ามาใช
ในการวิ
เคราะห
ลึ
กซึ้
งเท
าใด ให
น้ํ
าหนั
กความสํ
าคั
ญแค
ไหน การตั
ดสิ
นใจดั
งกล
าวมี
ผลต
อ
การเลื
อกกิ
จกรรมต
างๆ ในกระบวนการมี
ส
วนร
วมรู
ปแบบของโปรแกรมและวั
ตถุ
ประสงค
ของการ
มี
ส
วนร
วมของบุ
คคลเป
าหมายเป
นป
จจั
ยที่
สํ
าคั
ญต
องพิ
จารณาประกอบด
วย
4. ระดั
บความรู
ป
ญญา สถานะภาพสั
งคมของกลุ
มบุ
คคลที่
จะมี
ส
วนร
วม (Levels of
Intelectual and Social Development of Potential Clientele) กิ
จกรรมในโปรแกรมการศึ
กษานอก
ระบบเป
นกิ
จกรรมที่
มี
เป
าหมายให
ประชาชนเกิ
ดการเรี
ยนรู
กระบวนการเรี
ยนรู
ควรเน
นที่
ผู
เรี
ยนใน
สภาพชี
วิ
ตจริ
งและผู
เรี
ยนเป
นผู
กระทํ
าเพื่
อให
เกิ
ดการเรี
ยนรู
และรั
บผิ
ดชอบในการเรี
ยนรู
ของตนเอง
ดั
งนั้
นนั
กการศึ
กษานอกระบบต
องให
ความสํ
าคั
ญในประเด็
นความแตกต
างระหว
างบุ
คคลดั
งนั้
นผู
จั
ดโปรแกรมจึ
งควรให
ความสํ
าคั
ญกั
บความแตกต
างระหว
างบุ
คคลของกลุ
มคนที่
จะเข
ามามี
ส
วน
ร
วมในกระบวนการจั
ดทํ
าโปรแกรมความแตกต
างระหว
างบุ
คคลอาจเป
นทั้
งป
จจั
ยในเชิ
งบวก และ
ป
จจั
ยเชิ
งลบได
ทั้
งสิ้
นผู
จั
ดทํ
าโปรแกรมจึ
งต
องพิ
จารณาอย
างถี่
ถ
วนในการตั
ดสิ
นใจเลื
อกอย
าง
เหมาะสมที่
สุ
ด
5. แหล
งข
อมู
ลเพื่
อการพิ
จารณากํ
าหนดวั
ตถุ
ประสงค
(Sources to Investigate andAnalyze
in Determining Program Objectives) ผู
จั
ดโปรแกรมควรพยายามใช
ประโยชน
ให
มากที่
สุ
ด จาก
แหล
งข
อมู
ลที่
หลากหลายจํ
านวนแหล
งข
อมู
ลมากและหลากหลายเท
าไรยิ่
งช
วยให
การกํ
าหนด
วั
ตถุ
ประสงค
ได
ตรงกั
บสภาพป
ญหาและความต
องการ มี
ความเป
นไปได
สู
งมากเท
านั้
นแหล
งข
อมู
ล
ที่
นิ
ยมคื
อผู
เรี
ยนหรื
อประชาชนที่
ร
วมโปรแกรมนั่
นเองชุ
มชนสภาพเศรษฐกิ
จและสิ่
งแวดล
อมของ
ผู
เรี
ยนและความรู
ที่
เกี่
ยวข
องกั
บสภาพป
ญหาผู
จั
ดโปรแกรมควรพยายามใช
ประโยชน
ให
มากที่
สุ
ด
จากแหล
งข
อมู
ลที่
หลากหลาย ยิ่
งจํ
านวนแหล
งข
อมู
ลมากและหลากหลายเท
าไร ก็
ยิ่
งช
วยให
การ
กํ
าหนดวั
ตถุ
ประสงค
ได
ตรงกั
บสภาพป
ญหาและความต
องการมี
ความเป
นไปได
สู
งมากเท
านั้
น
แหล
งข
อมู
ลที่
นิ
ยมคื
อผู
ต
องมี
การเปลี่
ยนทิ
ศทางตามไปด
วย ตามที่
กล
าวมาแล
วที่
ว
าโปรแกรมเชิ
ง
พั
ฒนามั
กเริ่
มสภาพการณ
ที่
คลุ
มเครื
อ ดั
งนั้
นในการศึ
กษาแหล
งข
อมู
ลเบื้
องต
น อาจกํ
าหนด
วั
ตถุ
ประสงค
ไว
ระดั
บหนึ่
ง แต
เมื
่
อการการศึ
กษาแหล
งข
อมู
ลและการดํ
าเนิ
นงานของกลุ
มเป
าหมาย
คื
บหน
าไประดั
บความต
องการอาจพั
ฒนาลึ
กซึ้
งมากเพิ่
มขึ้
นอาจทํ
าให
ต
องเปลี่
ยนแปลงแหล
งข
อมู
ล
ในภายหลั
ง
6. ข
อจํ
ากั
ดในด
านบุ
คคลและสถาบั
น (Recognition of Institution and Individual
Constrains) การวางโปรแกรมการศึ
กษาผู
ใหญ
ควรตระหนั
กในข
อจํ
ากั
ดทั้
งด
านบุ
คคลและด
าน