44
3.
วั
ตถุ
ประสงค
ในการพั
ฒนาโปรแกรม
Boone (1992) ได
กล
าวถึ
งวั
ตถุ
ประสงค
ในการพั
ฒนาโปรแกรมดั
งนี้
เพื่
อเปลี่
ยนแปลง
พฤติ
กรรมทางการศึ
กษาของผู
เรี
ยน เพื่
อส
งเสริ
มการปฏิ
บั
ติ
งานของนั
กการศึ
กษานอกระบบโรงเรี
ยน
ในการเป
นผู
นํ
าทางการศึ
กษาและการพั
ฒนาชุ
มชนให
มี
คุ
ณภาพชี
วิ
ตที่
ดี
เพื่
อประสานงานกั
บคนใน
ชุ
มชนเพื่
อร
วมมื
อในการวิ
เคราะห
และกํ
าหนดความต
องการ และป
ญหาในการพั
ฒนาโปรแกรม
เพื่
อให
โอกาสองค
กรทางการศึ
กษานอกระบบโรงเรี
ยนได
แสดงบทบาทในการใช
การศึ
กษานอก
ระบบโรงเรี
ยนเป
นเครื่
องมื
อ ในการพั
ฒนาป
จจั
ยในชุ
มชนให
มี
ประสิ
ทธิ
ภาพส
งผลต
อคุ
ณภาพชี
วิ
ต
ของประชาชน
Caffarella
(1994)
ได
กล
าวว
า ผลที่
คาดหวั
งจากการพั
ฒนาโปรแกรมทางการศึ
กษา
นอกระบบโรงเรี
ยน คื
อ การเปลี่
ยนแปลงในป
จเจกบุ
คคล การเปลี่
ยนแปลงในองค
กร การ
เปลี่
ยนแปลงในชุ
มชน
4. กระบวนการพั
ฒนาโปรแกรมมี
แนวคิ
ดดั
งนี้
4.1 การมี
ส
วนร
วมมี
2 แนวคิ
ดแนวคิ
ดที่
1คื
อวิ
ทยากรและผู
ช
วยวิ
จั
ยประจํ
ากลุ
มหรื
อ
ผู
พั
ฒนาการวิ
จั
ยควรเป
นผู
พั
ฒนาโปรแกรมส
วนผู
เรี
ยน จะเรี
ยนรู
เพื่
อให
ได
ประโยชน
จากการร
วม
กิ
จกรรมของการวิ
จั
ยที่
วางแผน อี
กแนวคิ
ด คิ
ดว
าผู
เรี
ยนควรมี
ส
วนร
วมอย
างจริ
งจั
งในการพั
ฒนา
โปรแกรมบนความเชื่
อที่
ว
าผู
เรี
ยนมิ
ได
เรี
ยนแต
เนื้
อหาแต
เรี
ยนรู
กระบวนแก
ป
ญหาด
วย เพื่
อสามารถ
นํ
าไปใช
ในชี
วิ
ตจริ
ง
4.2 ความต
องการและความสนใจ แบ
งออกเป
นความต
องการของผู
เรี
ยน เพื่
อพั
ฒนา
ประโยชน
ของตนเองความต
องการของนั
กการศึ
กษานอกระบบโรงเรี
ยนมุ
งให
ผู
เรี
ยนเรี
ยนรู
เนื้
อหา
เชิ
งวิ
ชาการที่
เป
นผลดี
ต
อผู
เรี
ยนและชุ
มชนแต
อาจไม
สอดคล
องกั
บความต
องการของผู
เรี
ยนความ
ต
องการของสถาบั
นเพื่
อปฏิ
บั
ติ
ตามนโยบายและกํ
าหนดเวลาที่
ไม
ตรงกั
บความต
องการของผู
เรี
ยน
ผู
พั
ฒนาโปรแกรมต
องเผชิ
ญกั
บความต
องการที่
แตกต
าง ต
องตั
ดสิ
นใจเลื
อกเพื่
อตอบสนองความ
ต
องการใดต
องการหนึ่
ง
4.3 ความสมดุ
ลของโปรแกรม (Balance Program) ผู
พั
ฒนาโปรแกรมต
องคํ
านึ
งถึ
ง
ความสมดุ
ลของการออกแบบโปรแกรมที่
สามารถตอบสนองกั
บความต
องการของกลุ
มเป
าหมาย
มิ
ใช
ตอบสนองเพี
ยงบางคน เพื่
อให
โปรแกรมมี
ประสิ
ทธิ
ภาพ
4.4 การประเมิ
นแนวคิ
ดแรกคิ
ดว
าน
าจะเป
นบุ
คคลภายนอกประเมิ
นแนวคิ
ดที่
สองคิ
ด
ว
าบุ
คคลที่
มี
ส
วนร
วมกั
บการพั
ฒนาโปรแกรมตั้
งแต
ต
น เป
นผู
รายละเอี
ยดสมควรเป
นผู
ประเมิ
น