ct154 - page 46

38
เหล่
านั้
นก็
ถู
กเล่
าเรื่
องผ่
านผู้
ที่
เข้
าไปศึ
กษากลุ่
มชาติ
พั
นธุ์
ชอง ซึ่
งก็
กลายเป็
นประวั
ติ
ศาสตร์
ท้
องถิ่
นที่
เป็
คู่
ขนานกั
บพั
ฒนาการของกลุ่
มชาติ
พั
นธุ์
นอกจากนี้
ผู้
คนในวั
ย 50 ปี
ขึ้
นไปเหล่
านี้
ก็
ยั
งคงจดจาภาษาชอง
ที่
ตั
วเองเคยใช้
สื่
อสารในชุ
มชมชอง และการที่
คนชองยั
งสามารถพู
ดภาษาชองได้
อย่
างคล่
องแคล่
วนั้
น คื
เงื่
อนไขสาคั
ญที่
สามารถสร้
างจุ
ดสนใจให้
คนภายนอกในฐานะคนชนบทที่
มี
วั
ฒนธรรมท้
องถิ่
นเป็
นของ
ตนเอง เรี
ยกว่
า “วั
ฒนธรรมชอง” ซึ่
งขนานแนบแน่
นกั
บการกาหนดลั
กษณะทางชาติ
พั
นธุ์
ชอง
2.3 ประวั
ติ
ศาสตร์
กลุ่
มชาติ
พั
นธุ์
ชองยุ
คสมั
ยปี
พุ
ทธศั
กราช 2550 - ปั
จจุ
บั
การพั
ฒนาประเทศที่
เน้
นความเจริ
ญเติ
บโตทางเศรษฐกิ
จ (Economic Growth) ได้
เริ่
มปรากฏ
ขึ้
นพร้
อมๆ กั
บการจั
ดทาแผนพั
ฒนาเศรษฐกิ
จแห่
งชาติ
ฉบั
บที่
1 (พ.ศ.2504-2509) ผลที่
เกิ
ดขึ้
นในรอบสี่
ทศวรรษที่
ผ่
านมา ได้
ทาให้
เกษตรกรถู
กแปรสภาพเป็
นกองทั
พสารองแรงงาน (reserve army) เพื่
อการ
อุ
ตสาหกรรม โดยผ่
านกระบวนการแลกเปลี่
ยนอย่
างไม่
เป็
นธรรม (un-equal exchange) คื
อ เกิ
ดภาวะที่
ทาให้
พื
ชผลทางการเกษตรราคาต่
า ขณะที่
สิ
นค้
าอุ
ตสาหกรรมมี
ราคาเพิ่
มสู
งขึ้
นทุ
กปี
ในที่
สุ
ดรายได้
ที่
แท้
จริ
งของเกษตรกรจึ
งลดลง และต่
อมาก็
ถู
กเรี
ยกในอี
กมิ
ติ
หนึ่
งว่
า “คนจนในชนบท”
แนวทางการแก้
ปั
ญหา เพื่
อแสวงหาทางเลื
อกในการพั
ฒนา (alternative development)
คื
อ การกลั
บไปเริ่
มต้
นที่
ฐานรากของสั
งคมด้
วยการส่
งเสริ
มการพึ่
งตนเอง มี
การรวมกลุ่
มต่
างๆ ซึ่
งนาไปสู่
แนวความคิ
ด “วั
ฒนธรรมชุ
มชน” ซึ่
งแนวคิ
ดเรื่
องวั
ฒนธรรมชุ
มชน (Community Culture) เป็
นการ
ส่
งเสริ
มให้
ชาวบ้
านกลั
บไปสู่
คุ
ณค่
าดั้
งเดิ
ม เป็
นการเชื่
อมโยงปั
จจุ
บั
นกั
บอดี
ตอย่
างมี
ความหมาย การศึ
กษา
ร่
องรอยของอดี
ตถื
อได้
ว่
าเป็
นการนาเอาสิ่
งดี
งามมาเป็
นพื้
นฐานสาหรั
บการพั
ฒนาชี
วิ
ตในปั
จจุ
บั
น วิ
ถี
ชี
วิ
ในอดี
ตหรื
อวั
ฒนธรรมชุ
มชนที่
รื้
อฟื้
นขึ้
นมาต้
องถู
กนามาปรั
บประยุ
กต์
ใช้
ให้
เข้
ากั
บสถานการณ์
ปั
จจุ
บั
และสร้
างสรรค์
ให้
ดี
ตามสภาพปั
จจุ
บั
น(มณี
รั
ตน์
ประกั
น. 2550)
ความคิ
ดเรื่
องวั
ฒนธรรมชุ
มชน และท้
องถิ่
นนิ
ยมนั้
น เริ่
มปรากฏให้
เห็
นภาพปฏิ
บั
ติ
การที่
เกิ
ขึ้
นกั
บชุ
มชนชอง ลาดั
บแรกหน่
วยงานรั
ฐเริ่
มหั
นมาให้
ความสนใจกั
บกลุ่
มชาติ
พั
นธุ์
ชองในฐานะคน
พื้
นเมื
อง ในจั
งหวั
ดจั
นทบุ
รี
ที่
มี
วั
ฒนธรรมเป็
นของตนเอง สนั
บสนุ
นให้
มี
“การจั
ดงานแสดงวั
ฒนธรรมชอง
ขึ้
นในปี
พ.ศ.2536 ทาให้
ชุ
มชนชองรั
บรู้
ว่
า“ความเป็
นชอง” มี
บทบาทสาคั
ญต่
อการเชิ
ดชู
สั
ญลั
กษณ์
ของ
จั
งหวั
ดจั
นทบุ
รี
เห็
นได้
จากปรากฏการณ์
การลุ
กขึ้
นมาเรี
ยกร้
องของชาวบ้
านที่
อ้
างว่
า พวกเขา คื
อ “คน
ชอง” ในการประท้
วงเมื่
อปี
พ.ศ. 2536 เพื่
อเรี
ยกร้
องการตั้
งอาเภอในท้
องถิ่
น โดยข้
อเรี
ยกร้
องคื
“ความต้
องการสถานที่
ราชการ(อาเภอ)ในการติ
ดต่
อกั
บรั
ฐในเขตชุ
มชนชอง”
ในปี
พ.ศ.2537 หน่
วยงานรั
ฐได้
มี
การจั
ดตั้
งศู
นย์
ศิ
ลปวั
ฒนธรรมชอง ขึ้
นเพื่
ออนุ
รั
กษ์
และสื
ต่
อวั
ฒนธรรมและภู
มิ
ปั
ญญาชอง แต่
งตั้
งให้
คนชอง เป็
นตั
วแทนวั
ฒนธรรมจั
งหวั
ด ในฐานะผู้
ดารง
ตาแหน่
งประธานสภาวั
ฒนธรรมอาเภอเขาคิ
ชฌกู
ฏ และปราชญ์
ชาวบ้
าน ซึ่
งการนาคนชองเข้
ามาผนวก
1...,36,37,38,39,40,41,42,43,44,45 47,48,49,50,51,52,53,54,55,56,...145
Powered by FlippingBook