ct154 - page 45

37
การพั
ฒนาตั้
งแต่
แผนพั
ฒนาเศรษฐกิ
จ และสั
งคมแห่
งชาติ
ฉบั
บที่
1-4 มี
ลั
กษณะแบบเหมารวม
ทั่
วประเทศ ไม่
เฉพาะเจาะจง แต่
สาหรั
บแผนพั
ฒนาเศรษฐกิ
จและสั
งคมแห่
งชาติ
ฉบั
บที่
5 (2525-2529)
และแผนพั
ฒนาฉบั
บที่
6 (2530-2534) รั
ฐมี
การวางแผนพั
ฒนาพื้
นที่
เฉพาะ โดยเริ่
มจากบริ
เวณชายฝั่
ภาคตะวั
นออก เพื่
อเป็
นฐานการผลิ
ตและการกระจายการพั
ฒนาอุ
ตสาหกรรมออกจากกรุ
งเทพและ
ปริ
มณฑล มี
การลงทุ
นโครงสร้
างพื้
นฐานขนาดใหญ่
หลายด้
าน เช่
น ถนน รถไฟ แหล่
งน้
า ไฟฟ้
า และการ
วางแผนด้
านการผลิ
ตสิ
นค้
าทางการเกษตร เป็
นต้
น (จารุ
พงศ์
พลเดช. ม.ป.ป.) เช่
น การสร้
างแหล่
งน้
ขนาดกลาง (อ่
างเก็
บน้
า) เพื่
อการชลประทานทางการเกษตร ได้
แก่
อ่
างเก็
บน้
าคลองศาลทราย(สร้
าง
เสร็
จปี
พ.ศ. 2537) อ่
างเก็
บน้
าคลองตาหลิ
ว อ่
างเก็
บน้
าคลองตารอง โดยโครงการแหล่
งน้
าขนาดกลาง
ทั้
งหมด ตั้
งอยู่
ในเขตพื้
นที่
การปกครอง ตาบลคลองพลู
อาเภอเขาคิ
ชฌกู
ฏ จั
งหวั
ดจั
นทบุ
รี
นอกจากนั้
นนโยบายต่
างๆ ยั
งสนั
บสนุ
นให้
โรงงานอุ
ตสาหกรรมเข้
ามาขยายฐานการผลิ
ต ซึ่
ดึ
งดู
ดให้
คนชองออกไปทางานภายนอกท้
องถิ่
นประกอบกั
บการส่
งเสริ
มให้
จั
นทบุ
รี
เป็
นเมื
องผลไม้
ทาให้
พื้
นที่
ต่
างๆ ในจั
งหวั
ด โดยเฉพาะอาเภอเขาคิ
ชฌกู
ฏ กลายเป็
นสวนผลไม้
และเกษตรกรส่
วนใหญ่
ก็
คื
อ คน
ชองนั่
นเอง
ช่
วงแผนพั
ฒนาเศรษฐกิ
จและสั
งคมแห่
งชาติ
ฉบั
บที่
7 (2535-2539) ได้
เน้
นเรื่
องการส่
งออก และ
ติ
ดต่
อค้
าขายกั
บต่
างประเทศมากขึ้
น มุ่
งสู่
ความเป็
นประเทศอุ
ตสาหกรรมใหม่
(NICs) คนชนบท ถู
กวาง
บทบาทให้
เป็
นผู้
ผลิ
ต ด้
วยการประกาศกฎหมายเพื่
อจั
ดแบ่
งประเภทของที่
ดิ
น (Land Classification
Ordinance) โดยการกาหนดแผนการใช้
ที่
ดิ
นสาขาลุ่
มน้
าจั
นทบุ
รี
ปี
พ.ศ.2537 อธิ
บายว่
า พื้
นที่
บริ
เวณ
ตะเคี
ยนทองและคลองพลู
มี
สภาพพื้
นที่
เป็
นลู
กคลื่
นลอนลาด และลอนชั
นอยู่
ระหว่
างภู
เขาสู
งชั
นกั
บพื้
นที่
ราบเรี
ยบ เหมาะสมสาหรั
บเป็
นแหล่
งปลู
กพื
ชเศรษฐกิ
จที่
สาคั
ญ โดยเฉพาะไม้
ผลและยางพารา (กรม
พั
ฒนาที่
ดิ
น. 2537) จึ
งมี
การส่
งเสริ
มให้
มี
การผลิ
ตพื
ชเหล่
านี้
อย่
างแพร่
หลาย
ในปี
พ.ศ.2528 รั
ฐได้
ทาการพั
ฒนาที่
ดิ
นโดยการออกเอกสารสิ
ทธิ์
โฉลดที่
ดิ
นในพื้
นที่
อาเภอ
เขาคิ
ชฌกู
ฏ และพื้
นที่
ต่
างๆในภู
มิ
ภาคตะวั
นออก ส่
งผลให้
มี
การกว้
านซื้
อที่
ดิ
นเพื่
อเก็
งกาไร เหตุ
การณ์
นี้
ทาให้
คนชองหลายครอบครั
วขายที่
ดิ
นแลกกั
บเงิ
น ทาให้
ผู้
คนต่
างถิ่
นที่
มี
ฐานะทางเศรษฐกิ
จเข้
ามาอยู่
ใน
ท้
องถิ่
นแทน และคนชองได้
อพยพออกจากท้
องถิ่
นมากขึ้
น ทั้
งจากการขายที่
ดิ
นและการไปเป็
นแรงงานใน
ภาคอุ
ตสาหกรรม ดั
งนั้
นภาพชุ
มชนชองที่
เคยถู
กบอกเล่
าว่
า เป็
นชุ
มชนโดดเดี่
ยว อยู่
แวดล้
อมด้
วยสภาพ
ป่
า ดั
งที่
กรรณิ
การ์
เกนิ
กานนท์
(2522) ได้
กล่
าวไว้
แต่
ทว่
าภาพในความทรงจาเหล่
านี้
ได้
ขยั
บห่
างไกล
จากภาพความเป็
นจริ
ง ซึ่
งในยุ
คสมั
ยนี้
คนชองมี
สถานภาพเป็
นคนชนบทที่
ประกอบอาชี
พทาสวนผลไม้
แม้
ว่
า กลไกอานาจรั
ฐจะสามารถผนวกรวมแบบแผนพฤติ
กรรมของผู้
คนเข้
ารวมกั
นได้
แต่
มิ
ใช่
ว่
รากเหง้
าทางวั
ฒนธรรมชองที่
เรี
ยนรู้
จากประสบการณ์
ชี
วิ
ตในอดี
ตจะสู
ญหายไปด้
วย โดยเฉพาะคนชอง
ในช่
วงวั
ย 50 ปี
ขึ้
นไปที่
เคยเรี
ยนรู้
ผ่
านชี
วิ
ตการเก็
บของป่
าและการผลิ
ตพื
ชเชิ
งพาณิ
ชย์
ภาพความทรงจา
1...,35,36,37,38,39,40,41,42,43,44 46,47,48,49,50,51,52,53,54,55,...145
Powered by FlippingBook