46
ชนบทของตนไว้
และเพื่
อต่
อต้
านการท้
าทายอานาจจากคนหนุ่
มสาว (TerenceRanger. 1983) นอกจากนี้
การใช้
ภาษาพู
ดชองยั
งเป็
นการสร้
างความสั
มพั
นธ์
ภายในกลุ่
ม ซึ่
งเป็
นพื้
นที่
ที่
คนภายนอกไม่
สามารถ
เข้
าถึ
งความรู้
ทางภาษาได้
ดั
งนั้
น ผู้
วิ
จั
ยจึ
งมองว่
า ภาษาพู
ดชองเป็
นส่
วนหนึ่
งของกลยุ
ทธ์
ในการจั
ด
ความสั
มพั
นธ์
ที่
หลากหลายทางชั้
นสั
งคม (Complex Hierarchy) เพื่
อระบุ
สมาชิ
กกลุ่
มว่
าเป็
นชองหรื
อไม่
นั
กวิ
ชาการส่
วนใหญ่
ที่
เข้
ามาศึ
กษากลุ่
มชาติ
พั
นธุ์
ชองที่
บ้
านคลองพลู
นั้
น จะให้
ความสนใจ
การศึ
กษาภาษาชองเป็
นสาคั
ญ เนื่
องจากเป็
นสิ่
งที่
บ่
งบอกถึ
งความแตกต่
างได้
อย่
างเป็
นรู
ปธรรมที่
ชั
ดเจน
และในปี
พ.ศ.2543 คนท้
องถิ่
นและสถาบั
นวิ
ชาการ ได้
ร่
วมกั
นจั
ดทาโครงการ “การอนุ
รั
กษ์
และฟื้
นฟู
ภาษาชอง ตาบลตะเคี
ยนทอง ตาบลคลองพลู
กิ่
งอาเภอเขาคิ
ชฌกู
ฏ จั
งหวั
ดจั
นทบุ
รี
” ซึ่
งกิ
จกรรมที่
สาคั
ญของโครงการ คื
อ การสอนภาษาชองในโรงเรี
ยนระดั
บประถมศึ
กษาชั้
นปี
ที่
4 และ 5 โดยมี
คน
ท้
องถิ่
นที่
ได้
รั
บการฝึ
กหั
ดการสอนภาษาชองเป็
นวิ
ทยากรผู้
สอน
ภาพประกอบ 5 :
ภาพแสดงการสอนภาษาชองในโรงเรี
ยนคลองพลู
การเรี
ยนการสอนภาษาชองไม่
เฉพาะเจาะจงแต่
ลู
กคนชอง แต่
มี
ทั้
งลู
กคนไทย และจี
น เข้
า
มาร่
วมเรี
ยนด้
วย แต่
ทั้
งนี้
การจั
ดการเรี
ยนการสอนภาษาชองก็
เป็
นเพี
ยงกิ
จกรรมส่
วนหนึ่
งในการอนุ
รั
กษ์
ภาษาชองเท่
านั้
น ปั
ญหาสาคั
ญ คื
อ การไม่
ได้
นาภาษากลั
บไปใช้
ในชี
วิ
ตประจาวั
น เนื่
องจากครอบครั
ว
ไม่
ได้
ใช้
ภาษาชองในการสื่
อสารกั
นและเด็
กส่
วนใหญ่
ก็
ไม่
กล้
าพู
ดภาษาชองให้
คนอื่
นรั
บรู้
ด้
วยเหตุ
ผลที่
ว่
า
บริ
บทท้
องถิ่
นไม่
ได้
ใช้
ภาษาชองในการสื่
อสารกั
น ภาษาชองจึ
งเป็
นภาษาที่
แปลกออกไป จึ
งทาให้
ภาษา
ชอง เป็
นวิ
ชาที่
เด็
กต้
องเรี
ยนในห้
องเรี
ยนเท่
านั้
น แต่
การฟื้
นฟู
ภาษาชอง ก็
ทาให้
ภาษาชองถู
กมองในมุ
ม
ที่
ตรงข้
ามกั
บอดี
ต โดยปั
จจุ
บั
นการพู
ดภาษาชองถู
กมองว่
าเป็
นการส่
งเสริ
มวั
ฒนธรรมท้
องถิ่
นในประเทศ
ไทยที่
กาลั
งจะสู
ญหายไป ทาให้
เด็
กได้
สื
บทอดภู
มิ
ปั
ญญาท้
องถิ่
น