bk129 - page 93
85
1. ระยะการมี
ส่
วนร่
วม เป็
นระยะที่
ผู
้
เรี
ยนลงมื
อปฏิ
บั
ติ
กิ
จกรรมหรื
อคิ
ดค้
นแสวงหา
สิ่
งที่
ต้
องการเรี
ยนรู
้
นั
้
นด้
วยตนเองผลจากการเรี
ยนรู
้
จะเกิ
ดจากตั
วผู
้
เรี
ยนโดยตรงการมี
ส่
วนร่
วมของ
ผู
้
เรี
ยนในการทํ
ากิ
จกรรมจะเป็
นการมี
ส่
วนร่
วมในทุ
กๆด้
านคื
อ
1.1 การมี
ส่
วนร่
วมทางด้
านร่
างกายได้
แก่
การที่
ผู
้
เรี
ยนลงมื
อกระทํ
ากิ
จกรรม
การเรี
ยนรู
้
ด้
วยตนเอง รวมทั
้
งการมี
ส่
วนร่
วมในการแสดงความคิ
ดเห็
นการแลกเปลี่
ยนความคิ
ดเห็
น
หรื
อการค้
นคว้
าสื
บสวนสิ่
งที่
ต้
องการเรี
ยนรู
้
ด้
วยตนเองซึ
่
งจะต้
องอาศั
ยการแสดงออกทางกาย วาจา
ในการสื่
อความหมายกั
บผู
้
อื่
น เพื่
อก่
อให้
เกิ
ดการเรี
ยนรู
้
ร่
วมกั
น
1.2 การมี
ส่
วนร่
วมทางด้
านจิ
ตใจคื
อความรู
้
สึ
กและอารมณ์
ต่
างๆ เกี่
ยวกั
บ
สิ่
งที่
กระทํ
านั
้
นความรู
้
สึ
กที่
เกิ
ดขึ
้
นนี
้
จะนํ
าไปสู
่
การรั
บรู
้
แนวคิ
ดและการเรี
ยนรู
้
ทางด้
านเนื
้
อหาเป็
น
อย่
างดี
และช่
วยให้
ผู
้
เรี
ยนสามารถจดจํ
าเนื
้
อหาได้
นานอี
กด้
วย
1.3 การมี
ส่
วนร่
วมทางด้
านปั
ญญาหรื
อสมอง คื
อการที่
ผู
้
เรี
ยนเกิ
ดการเห็
น
จริ
งหรื
อประจั
กษ์
แจ้
งมี
การค้
นพบสิ่
งที่
ต้
องการเรี
ยนรู
้
และการสร้
างแนวความคิ
ดจากสิ่
งที่
ได้
รั
บรู
้
นั
้
นซึ
่
งจะเป็
นแนวทางในการพั
ฒนาความคิ
ดและเหตุ
ผลในการพิ
จารณาไตร่
ตรองในการทํ
างาน
การตั
ดสิ
นใจการวิ
เคราะห์
และสรุ
ปสิ่
งที่
ได้
เรี
ยนรู
้
นั
้
นด้
วยตนเอง
1.4 การมี
ส่
วนร่
วมในทางสั
งคมคื
อการมี
ความสั
มพั
นธ์
กั
บผู
้
อื่
นจะทํ
าให้
เกิ
ดปฏิ
สั
มพั
นธ์
มี
การแลกเปลี่
ยนประสบการณ์
ความรู
้
สึ
กนึ
กคิ
ดค่
านิ
ยมความเชื่
อฯลฯซึ
่
งจะช่
วย
ให้
การเรี
ยนรู
้
เป็
นไปอย่
างกว้
างขวางและเกิ
ดผลดี
อี
กด้
วย
2. ระยะวิ
เคราะห์
เป็
นระยะที่
ผู
้
เรี
ยนจะร่
วมกั
นวิ
เคราะห์
ประสบการณ์
เรี
ยนรู
้
ทั
นที
หลั
งจากที่
ลงมื
อกระทํ
ากิ
จกรรมจะช่
วยให้
ผู
้
เรี
ยนมี
ความรู
้
กว้
างขวางสามารถประเมิ
นความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างสมาชิ
กในกลุ่
มวิ
ธี
การเรี
ยนผลการเรี
ยนรู
้
ตลอดจนช่
วยให้
ผู
้
เรี
ยนรู
้
จั
กตนเองดี
ยิ่
งขึ
้
น
3. ระยะสรุ
ปและประยุ
กต์
หลั
กการ เป็
นระยะที่
ผู
้
เรี
ยนจะรวบรวมแนวคิ
ดที่
ค้
นพบ
แนวความคิ
ดที่
ได้
จากการแลกเปลี่
ยนความคิ
ดเห็
นกั
บผู
้
อื่
น แล้
วสรุ
ปเป็
นหลั
กการของตนเองซึ
่
ง
ผู
้
เรี
ยนสามารถนํ
าหลั
กการของตนเองนั
้
นไปประยุ
กต์
ใช้
ในอนาคตหรื
อประยุ
กต์
ให้
เข้
ากั
บตนเองได้
การประยุ
กต์
นั
้
นจะกระทํ
าได้
2ลั
กษณะคื
อ
3.1 การประยุ
กต์
เพื่
อปรั
บปรุ
งบุ
คลิ
กภาพ หรื
อการพั
ฒนาตนเองให้
เหมาะสมยิ่
งขึ
้
นรวมทั
้
งการปรั
บตั
วให้
เข้
ากั
บบุ
คคลอื่
นตลอดจนเสริ
มสร้
างความสั
มพั
นธ์
กั
บผู
้
อื่
น
3.2 การประยุ
กต์
เพื่
อใช้
ในการแก้
ปั
ญหาต่
างๆ ในอนาคตและเพื่
อใช้
ในการ
ปรั
บปรุ
งแก้
ไขให้
ดี
ขึ
้
นกว่
าเดิ
มตลอดจนช่
วยให้
การคิ
ดค้
นและประดิ
ษฐ์
สิ่
งใหม่
ๆขึ
้
น
4. ระยะประเมิ
นผลโดยผู
้
เรี
ยนจะเป็
นผู
้
ประเมิ
นผลการเรี
ยนรู
้
ของตนเองและของ
กลุ่
มจากการอภิ
ปรายให้
ข้
อเสนอแนะและติ
ชมร่
วมกั
บสมาชิ
กคนอื่
นๆ ในกลุ่
ม
1...,83,84,85,86,87,88,89,90,91,92
94,95,96,97,98,99,100,101,102,103,...409