81
จั
งหวะช้
า ในสภาวะที่
คนเราส่
งคลื่
นชนิ
ดนี
้
ออกมาจะมี
จิ
ตใจเยื
อกเย็
นแต่
มี
ความตื่
นตั
วพร้
อมที่
จะ
ทํ
ากิ
จกรรมใดๆ ของชี
วิ
ตอย่
างมี
ประสิ
ทธิ
ภาพ (เกี
ยรติ
วรรณ อมาตยกุ
ล, อ้
างแล้
ว, และ James,
1987) ในสภาวะคลื่
นสมองตํ
่
าเช่
นนี
้
เอง เป็
นสภาวะที่
สมบู
รณ์
แบบที่
สุ
ดที่
จิ
ตใต้
สํ
านึ
กของคนเราจะมี
สภาพคล้
ายเป็
นฟองนํ
้
าที่
สามารถซึ
มซั
บหรื
อรั
บข้
อมู
ลใหม่
ๆ เข้
ามาได้
อย่
างรวดเร็
วการเปลี่
ยนแปลง
ภาพพจน์
ของตนเองจึ
งเป็
นไปได้
อย่
างง่
ายดายและรวดเร็
วที่
สุ
ด ในสภาวะที่
สมองของคนเราส่
งคลื่
น
อั
ลฟาออกมา และเราเรี
ยกสภาวะที่
สมองส่
งคลื่
นสมองตํ
่
า ๆ ออกมานี
้
ว่
า ภวั
งค์
แห่
งการรั
บรู
้
(Trance) (เกี
ยรติ
วรรณอมาตยกุ
ล, 2540)
2. การเสริ
มสร้
างภาพพจน์
ที่
ดี
ต่
อตนเอง
การเปลี่
ยนแปลงภาพพจน์
ของตนเองนั
้
นตามแนวคิ
ดนี
โอฮิ
วแมนนิ
สจะต้
องกระทํ
าใน
ขณะที่
ร่
างกายและจิ
ตใจมี
ความผ่
อนคลาย โดยหลั
งจากที่
จู
งจิ
ตใจไปสู
่
สภาวะอั
ลฟาด้
วยเสี
ยงเพลง
และจิ
นตนาการแล้
ว จะทํ
าการบั
นทึ
กความรู
้
สึ
กที่
ดี
ต่
อตนเองเข้
าสู
่
จิ
ตใต้
สํ
านึ
กโดยการฝึ
กการใช้
คํ
าพู
ดด้
านบวกเพื่
อให้
เกิ
ดความรู
้
สึ
กที่
ดี
ต่
อตนเอง และการฝึ
กจิ
นตนาการเพื่
อให้
เห็
นภาพที่
ดี
ของ
ตนเอง การใช้
คํ
าพู
ดด้
านบวกเพื่
อให้
เกิ
ดความรู
้
สึ
กที่
ดี
ต่
อตนเองและการจิ
นตนาการเพื่
อให้
เห็
น
ภาพที่
ดี
ของตนเอง เป็
นการเปลี่
ยนแปลงภาพพจน์
ของตนเอง (Self image) โดยใช้
คํ
าพู
ดด้
านบวก
โดยที่
ผู
้
ที่
ต้
องการเปลี่
ยนแปลงจะนึ
กถึ
งตนเองในสิ่
งที่
ดี
ๆ เช่
น “ฉั
นเป็
นคนดี
ที่
มี
ความสามารถ”
“ฉั
นเป็
นคนที่
เชื่
อมั่
นในตนเอง” “ฉั
นเป็
นคนที่
มี
เสน่
ห์
และน่
ารั
ก” ช่
วงระยะเวลาหนึ
่
งนอกจากนี
้
การใช้
จิ
นตนาการเห็
นภาพสิ่
งที่
เราปรารถนาให้
เกิ
ดขึ
้
นในชี
วิ
ตให้
ชั
ดเจนจะช่
วยทํ
าให้
ภาพพจน์
ของ
เราค่
อยๆ เปลี่
ยนแปลงไปในทิ
ศทางที่
ต้
องการแนวคิ
ดเหล่
านี
้
สอดคล้
องกั
บที่
สั
กการ (Sarkar อ้
างถึ
ง
ใน เกี
ยรติ
วรรณอมาตยกุ
ล, 2534) กล่
าวถึ
ง อานุ
ภาพของความคิ
ดของมนุ
ษย์
ไว้
ว่
า “เราคิ
ดอย่
างไร
เราก็
จะรู
้
สึ
กเช่
นนั
้
นหรื
อกลายเป็
นเช่
นนั
้
น (As you think, so you become.)”ซึ
่
งในปั
จจุ
บั
นแนวคิ
ดนี
้
เป็
นที่
ยอมรั
บว่
า จิ
ตสํ
านึ
กของคนเราสามารถจะเปลี่
ยนสภาพกลายเป็
นสิ่
งที่
เราคิ
ดถึ
งใฝ่
ฝั
นถึ
งหรื
อ
ให้
ความสนใจอย่
างแรงกล้
าต่
อเนื่
องกั
นเป็
นเวลานานๆได้
ดั
งนั
้
นการใช้
จิ
นตนาการ (Visualization)
และการยํ
้
าคิ
ดถึ
ง (Affirmation) จะค่
อยๆ เปลี่
ยนแปลงจิ
ตใจของคนเราไปสู
่
สิ่
งที่
ใฝ่
ถึ
งอยู
่
เสมอได้
ทํ
าให้
มองชี
วิ
ตของตนเองผู
้
อื่
นกิ
จกรรมต่
างๆและโลกในแง่
ที่
ดี
มี
คุ
ณค่
ามากยิ
่
งขึ
้
น (Anandamittra,
1991และเกี
ยรติ
วรรณอมาตยกุ
ล, 2534)
3. การเรี
ยนรู
้
ด้
วยการปฏิ
บั
ติ
และการฝึ
กฝน
แนวคิ
ดนี
โอฮิ
วแมนนิ
สให้
ความสํ
าคั
ญในเรื่
องของการปฏิ
บั
ติ
ตั
วเป็
นอย่
างยิ่
ง โดยเชื่
อว่
า
ความสํ
าเร็
จของคนเราขึ
้
นอยู
่
กั
บการปฏิ
บั
ติ
ตั
วถึ
ง 95% ที่
เหลื
ออี
ก 5% เป็
นเรื่
องของทฤษฎี
ดั
งนั
้
น
แม้
ว่
าเราจะมี
ความรู
้
มากมายเกี่
ยวกั
บแนวคิ
ดนี
้
แต่
ถ้
าเราไม่
ได้
นํ
าสิ่
งที่
รู
้
ไปปฏิ
บั
ติ
จริ
งใน
ชี
วิ
ตประจํ
าวั
น ความรู
้
ต่
างๆ ที่
มี
ก็
แทบจะไม่
มี
ประโยชน์
อะไร การปฏิ
บั
ติ
ซํ
้
าๆ หรื
อการกระทํ
าซํ
้
าๆ