st124 - page 48

39
เสื่
อมสลายระบบได้
สร้
างสรรค์
สภาพใหม่
ขึ
นได้
อี
กอย่
างเป็
นพลวั
ตซึ
งระบบพลวั
ต(โดยเฉพาะระบบชี
วิ
ต)
ในโลกความจริ
งจะมี
เสถี
ยรภาพเพี
ยงชั่
วคราวไม่
ดํ
ารงอยู
นานเป็
นเพี
ยงระยะผ่
านเท่
านั
นโดยเฉพาะ
ระบบสั
งคมมนุ
ษย์
ยั
งต้
องการรู
ปแบบและระเบี
ยบของการอยู
ร่
วมกั
นไม่
ว่
าช้
าหรื
อเร็
วพวกเขาจะต้
อง
จั
ดระเบี
ยบใหม่
ให้
แก่
สั
งคมจนได้
แม้
การนํ
าทฤษฎี
นี
มาใช้
ในการอธิ
บายปรากฏการณ์
ทางสั
งคมจะยั
งมี
ข้
อถกเถี
ยงกั
นอยู
แต่
ก็
มี
นั
กวิ
ชาการหลายท่
านเห็
นว่
าสามารถนํ
ามาอธิ
บายได้
ในระดั
บหนึ
ง เพราะ
เป็
นวิ
ธี
มองปรากฏการณ์
อย่
างเชื่
อมโยงเหตุ
ปั
จจั
ยมององค์
รวม เข้
าใจส่
วนประกอบและไม่
ละเลย
ความบั
งเอิ
ญ ผู
วิ
จั
ยเห็
นว่
าทฤษฎี
นี
สามารถนํ
ามาอธิ
บายสภาพไร้
ระเบี
ยบที่
เกิ
ดขึ
นในชุ
มชนเล็
กๆ
เช่
นเกาะลั
นตาในบางช่
วงเวลาทางประวั
ติ
ศาสตร์
ได้
แนวคิ
ดทฤษฎี
ความขั
ดแย้
ง (conflict theory)
แนวคิ
ดดั
งกล่
าวใกล้
เคี
ยงกั
บทฤษฎี
ความขั
ดแย้
ง (conflict theory) แบบวิ
ภาษวิ
ธี
(dialectic)
ของเฮเกิ
ล (Hegel) ซึ
งฟอร์
สเตอร์
(Forster. 1999 : 131) นํ
ามาอธิ
บายว่
า สั
งคมมนุ
ษย์
ย่
อมไม่
หยุ
อยู
กั
บที่
แต่
มี
การเปลี่
ยนแปลงที่
เกิ
ดจากการปฏิ
สั
มพั
นธ์
และความขั
ดแย้
งที่
เกิ
ดจากความเห็
นที่
ไม่
ตรงกั
นความกดดั
นและการปฏิ
เสธส่
งผลให้
เกิ
ดรู
ปแบบการเปลี่
ยนแปลงที่
สั
มพั
นธ์
กั
น 3ด้
าน
ด้
านหนึ
งเป็
นสิ่
งที่
เกิ
ดขึ
นใหม่
(thesis) อี
กด้
านหนึ
งมี
การปฏิ
เสธ (antithesis) และการต่
อสู
ระหว่
าง
2ด้
านที่
ขั
ดแย้
งกั
นนี
จะพั
ฒนาไปสู
สิ่
งใหม่
(synthesis) และต่
อมากลายเป็
นข้
อเสนอใหม่
(thesis)
ที่
ก่
อให้
เกิ
ดความขั
ดแย้
ง (antithesis) และนํ
ามาสู
การสร้
างสิ่
งใหม่
(synthesis) ต่
อไป
แนวคิ
ดทฤษฎี
เกี่
ยวกั
บการพึ่
งพาอาศั
ยกั
(symbiosis)
การปฏิ
สั
มพั
นธ์
ทางเศรษฐกิ
จของชาวเกาะลั
นตาซึ
งมี
ลั
กษณะพึ
งพาอาศั
ยกั
นใกล้
เคี
ยงกั
แนวคิ
ดของบาร์
ท (Barth. 1969 : 18)ที่
กล่
าวถึ
งความผู
กพั
นระหว่
างกลุ่
มชาติ
พั
นธุ
เนื่
องจากแต่
ละกลุ่
มี
ลั
กษณะทางเศรษฐกิ
จสั
งคมการเมื
องที่
เสริ
มเติ
มเต็
มซึ
งกั
นและกั
นความสั
มพั
นธ์
เหล่
านี
ยึ
ดโยง
กลุ่
มชาติ
พั
นธุ
ต่
างๆ เข้
าด้
วยกั
นทํ
าให้
เกิ
ดการพึ
งพาอาศั
ยและเป็
นแรงจู
งใจทํ
าให้
เกิ
ดปฏิ
สั
มพั
นธ์
ต่
อเนื่
องยาวนานการพึ
งพากั
นนี
ส่
งผลต่
อความเป็
นองค์
รวมของสั
งคมใหญ่
ซึ
งบาร์
ทเรี
ยกแนวคิ
ดนี
ว่
า “การพึ
งพาอาศั
ย” หรื
อ symbiosis มี
ลั
กษณะใกล้
เคี
ยงกั
บที่
คายส์
(Keyes. 1981 : 12) กล่
าวถึ
“การแบ่
งงานกั
นตามกลุ่
มชาติ
พั
นธุ
” (ethnic division of labor) เพราะแต่
ละกลุ่
มก็
ดํ
ารงหน้
าที่
ทาง
การเมื
อง-เศรษฐกิ
จ-สั
งคมที่
ต่
างกั
นอย่
างไรก็
ดี
คายส์
กล่
าวว่
ามี
บางกลุ่
มที่
สามารถจะเข้
าถึ
งความมั่
งคั่
และอํ
านาจมากกว่
ากลุ่
มอื่
นๆด้
วยแนวคิ
ดนี
เชื่
อมโยงถึ
งความร่
วมมื
ออั
นเนื่
องจากการแบ่
งงานตาม
บทบาทของแต่
ละกลุ่
มชาติ
พั
นธุ
ตามทฤษฎี
หน้
าที่
นิ
ยมของเดอร์
ไคม์
(Durkheim. 1947 : 39-42)ที่
มองว่
แรงงานเป็
นปั
จจั
ยสํ
าคั
ญในการผลิ
ตจึ
งจํ
าเป็
นต้
องใช้
ภู
มิ
ปั
ญญาในการบริ
หารจั
ดการการแบ่
งงานกั
นทํ
1...,38,39,40,41,42,43,44,45,46,47 49,50,51,52,53,54,55,56,57,58,...308
Powered by FlippingBook