39
เสื่
อมสลายระบบได้
สร้
างสรรค์
สภาพใหม่
ขึ
้
นได้
อี
กอย่
างเป็
นพลวั
ตซึ
่
งระบบพลวั
ต(โดยเฉพาะระบบชี
วิ
ต)
ในโลกความจริ
งจะมี
เสถี
ยรภาพเพี
ยงชั่
วคราวไม่
ดํ
ารงอยู
่
นานเป็
นเพี
ยงระยะผ่
านเท่
านั
้
นโดยเฉพาะ
ระบบสั
งคมมนุ
ษย์
ยั
งต้
องการรู
ปแบบและระเบี
ยบของการอยู
่
ร่
วมกั
นไม่
ว่
าช้
าหรื
อเร็
วพวกเขาจะต้
อง
จั
ดระเบี
ยบใหม่
ให้
แก่
สั
งคมจนได้
แม้
การนํ
าทฤษฎี
นี
้
มาใช้
ในการอธิ
บายปรากฏการณ์
ทางสั
งคมจะยั
งมี
ข้
อถกเถี
ยงกั
นอยู
่
แต่
ก็
มี
นั
กวิ
ชาการหลายท่
านเห็
นว่
าสามารถนํ
ามาอธิ
บายได้
ในระดั
บหนึ
่
ง เพราะ
เป็
นวิ
ธี
มองปรากฏการณ์
อย่
างเชื่
อมโยงเหตุ
ปั
จจั
ยมององค์
รวม เข้
าใจส่
วนประกอบและไม่
ละเลย
ความบั
งเอิ
ญ ผู
้
วิ
จั
ยเห็
นว่
าทฤษฎี
นี
้
สามารถนํ
ามาอธิ
บายสภาพไร้
ระเบี
ยบที่
เกิ
ดขึ
้
นในชุ
มชนเล็
กๆ
เช่
นเกาะลั
นตาในบางช่
วงเวลาทางประวั
ติ
ศาสตร์
ได้
แนวคิ
ดทฤษฎี
ความขั
ดแย้
ง (conflict theory)
แนวคิ
ดดั
งกล่
าวใกล้
เคี
ยงกั
บทฤษฎี
ความขั
ดแย้
ง (conflict theory) แบบวิ
ภาษวิ
ธี
(dialectic)
ของเฮเกิ
ล (Hegel) ซึ
่
งฟอร์
สเตอร์
(Forster. 1999 : 131) นํ
ามาอธิ
บายว่
า สั
งคมมนุ
ษย์
ย่
อมไม่
หยุ
ด
อยู
่
กั
บที่
แต่
มี
การเปลี่
ยนแปลงที่
เกิ
ดจากการปฏิ
สั
มพั
นธ์
และความขั
ดแย้
งที่
เกิ
ดจากความเห็
นที่
ไม่
ตรงกั
นความกดดั
นและการปฏิ
เสธส่
งผลให้
เกิ
ดรู
ปแบบการเปลี่
ยนแปลงที่
สั
มพั
นธ์
กั
น 3ด้
าน
ด้
านหนึ
่
งเป็
นสิ่
งที่
เกิ
ดขึ
้
นใหม่
(thesis) อี
กด้
านหนึ
่
งมี
การปฏิ
เสธ (antithesis) และการต่
อสู
้
ระหว่
าง
2ด้
านที่
ขั
ดแย้
งกั
นนี
้
จะพั
ฒนาไปสู
่
สิ่
งใหม่
(synthesis) และต่
อมากลายเป็
นข้
อเสนอใหม่
(thesis)
ที่
ก่
อให้
เกิ
ดความขั
ดแย้
ง (antithesis) และนํ
ามาสู
่
การสร้
างสิ่
งใหม่
(synthesis) ต่
อไป
แนวคิ
ดทฤษฎี
เกี่
ยวกั
บการพึ่
งพาอาศั
ยกั
น
(symbiosis)
การปฏิ
สั
มพั
นธ์
ทางเศรษฐกิ
จของชาวเกาะลั
นตาซึ
่
งมี
ลั
กษณะพึ
่
งพาอาศั
ยกั
นใกล้
เคี
ยงกั
บ
แนวคิ
ดของบาร์
ท (Barth. 1969 : 18)ที่
กล่
าวถึ
งความผู
กพั
นระหว่
างกลุ่
มชาติ
พั
นธุ
์
เนื่
องจากแต่
ละกลุ่
ม
มี
ลั
กษณะทางเศรษฐกิ
จสั
งคมการเมื
องที่
เสริ
มเติ
มเต็
มซึ
่
งกั
นและกั
นความสั
มพั
นธ์
เหล่
านี
้
ยึ
ดโยง
กลุ่
มชาติ
พั
นธุ
์
ต่
างๆ เข้
าด้
วยกั
นทํ
าให้
เกิ
ดการพึ
่
งพาอาศั
ยและเป็
นแรงจู
งใจทํ
าให้
เกิ
ดปฏิ
สั
มพั
นธ์
ต่
อเนื่
องยาวนานการพึ
่
งพากั
นนี
้
ส่
งผลต่
อความเป็
นองค์
รวมของสั
งคมใหญ่
ซึ
่
งบาร์
ทเรี
ยกแนวคิ
ดนี
้
ว่
า “การพึ
่
งพาอาศั
ย” หรื
อ symbiosis มี
ลั
กษณะใกล้
เคี
ยงกั
บที่
คายส์
(Keyes. 1981 : 12) กล่
าวถึ
ง
“การแบ่
งงานกั
นตามกลุ่
มชาติ
พั
นธุ
์
” (ethnic division of labor) เพราะแต่
ละกลุ่
มก็
ดํ
ารงหน้
าที่
ทาง
การเมื
อง-เศรษฐกิ
จ-สั
งคมที่
ต่
างกั
นอย่
างไรก็
ดี
คายส์
กล่
าวว่
ามี
บางกลุ่
มที่
สามารถจะเข้
าถึ
งความมั่
งคั่
ง
และอํ
านาจมากกว่
ากลุ่
มอื่
นๆด้
วยแนวคิ
ดนี
้
เชื่
อมโยงถึ
งความร่
วมมื
ออั
นเนื่
องจากการแบ่
งงานตาม
บทบาทของแต่
ละกลุ่
มชาติ
พั
นธุ
์
ตามทฤษฎี
หน้
าที่
นิ
ยมของเดอร์
ไคม์
(Durkheim. 1947 : 39-42)ที่
มองว่
า
แรงงานเป็
นปั
จจั
ยสํ
าคั
ญในการผลิ
ตจึ
งจํ
าเป็
นต้
องใช้
ภู
มิ
ปั
ญญาในการบริ
หารจั
ดการการแบ่
งงานกั
นทํ
า