28
(Okun, F., Fried andOkun, L. 1999 : 14)อธิ
บายว่
าหากต้
องการทํ
าความเข้
าใจวั
ฒนธรรมในภาพรวม
ต้
องมองวั
ฒนธรรมในลั
กษณะที่
เคลื่
อนไหวเป็
นกระบวนการและมี
สาระเรื่
องราวหรื
ออาจจะช่
วย
ให้
เข้
าใจยิ่
งขึ
้
นหากเปรี
ยบเที
ยบวั
ฒนธรรมกั
บขบวนการกํ
าเนิ
ดของแสงสว่
างทางฟิ
สิ
กส์
ซึ
่
งจะ
ดํ
าเนิ
นไปพร้
อมๆกั
นระหว่
างพลั
งงานและสสารกระแสคลื่
นและอนุ
ภาคเล็
กๆกระบวนการและ
ชนิ
ดของวั
ตถุ
แสงสว่
างที่
เกิ
ดขึ
้
นจะปรากฏในรู
ปแบบที่
แตกต่
างกั
น ภายใต้
สภาพแวดล้
อมที่
แตกต่
างกั
น
โอคุ
นและคณะยั
งกล่
าวถึ
งพลวั
ตการปฏิ
สั
มพั
นธ์
ของมนุ
ษย์
ว่
าหากมองปฏิ
สั
มพั
นธ์
ของ
ปั
จเจกชนผ่
านโลกทั
ศน์
ทางวั
ฒนธรรมเดี
ยวกั
นหรื
อมากกว่
าหนึ
่
งวั
ฒนธรรมก็
ถื
อเป็
นระบบความ
เคลื่
อนไหวในระบบวั
ฒนธรรมเดี
ยวกั
น ระบบวั
ฒนธรรมของมนุ
ษย์
เป็
นผลจากประสบการณ์
ของ
บุ
คคลฐานะทางสั
งคมเศรษฐกิ
จทํ
าเลที่
ตั
้
ง เชื
้
อชาติ
ความเป็
นกลุ่
มชาติ
พั
นธุ
์
เพศความเบี่
ยงเบน
ทางเพศข้
อจํ
ากั
ดด้
านสิ
ทธิ
อายุ
ภาษา ศาสนา และปั
จจั
ยอื่
นอี
กมากมาย แต่
ปั
จจั
ยที่
สํ
าคั
ญในการ
ปฏิ
สั
มพั
นธ์
ซึ
่
งกั
นและกั
นในความรู
้
สึ
กของปั
จเจกชนคื
อปั
จจั
ยแตกต่
างที่
ขึ
้
นอยู
่
กั
บกรณี
แวดล้
อม
หรื
อภาวะแวดล้
อมที่
ปั
จเจกชนนั
้
นๆมี
บทบาทอยู
่
เหล่
านี
้
ผู
้
วิ
จั
ยเห็
นด้
วยกั
บการศึ
กษาการปฏิ
สั
มพั
นธ์
ของชาวเกาะลั
นตาในระดั
บปั
จเจกชน
แต่
ก็
ไม่
ได้
ละเลยการมองการปฏิ
สั
มพั
นธ์
ในระดั
บชุ
มชนหรื
อสั
งคม ดั
งที่
สั
ญญา สั
ญญาวิ
วั
ฒน์
(2547 : 112) ได้
อธิ
บายการกระทํ
าระหว่
างกั
นทางสั
งคม (social interaction)หรื
อการปฏิ
สั
มพั
นธ์
ทางสั
งคมตาม “ทฤษฎี
การกระทํ
าระหว่
างกั
นด้
วยสั
ญลั
กษณ์
” (symbolic interactionism) ว่
าเป็
นการ
กระทํ
าของบุ
คคลที่
มี
ผลต่
อความคิ
ดหรื
อการกระทํ
าของบุ
คคลแก่
คนซึ
่
งอาจจะกระทํ
าฝ่
ายเดี
ยว
หรื
อการกระทํ
าทั
้
งสองฝ่
ายในลั
กษณะปฏิ
สั
มพั
นธ์
สั
ญลั
กษณ์
(symbolic interactionism) เพื่
อสื่
อความหมาย
ถ่
ายทอดความคิ
ดความเข้
าใจกั
นทฤษฎี
นี
้
เริ่
มด้
วยความคิ
ดเรื
่
องการกระทํ
าระหว่
างกั
น (interaction)
และสั
ญลั
กษณ์
(symbol) แล้
วขยายวงออกไปถึ
งความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างมนุ
ษย์
แต่
ละคนมนุ
ษย์
กั
บ
สั
งคมและสภาพของสั
งคมมนุ
ษย์
ทฤษฎี
นี
้
จึ
งให้
ความสํ
าคั
ญต่
อปั
จเจกชน
สั
ญญา สั
ญญาวิ
วั
ฒน์
(2547 : 122-125) ยั
งได้
กล่
าวถึ
งเหตุ
ปั
จจั
ยที่
ส่
งผลให้
เกิ
ดปฏิ
สั
มพั
นธ์
ระหว่
างกั
นของมนุ
ษย์
(social interaction) ตามแนวคิ
ดของมี
้
ด (Mead)ว่
าความอ่
อนแอทางชี
ววิ
ทยา
ของเผ่
าพั
นธุ
์
มนุ
ษย์
เป็
นเหตุ
ให้
มนุ
ษย์
ต้
องอยู
่
ร่
วมกั
นเป็
นกลุ่
มเป็
นสั
งคมเพื่
อความอยู
่
รอด และมนุ
ษย์
คั
ดเลื
อกเก็
บรั
กษาไว้
เฉพาะการกระทํ
าที่
ส่
งเสริ
มความร่
วมมื
อระหว่
างกั
นซึ
่
งส่
งผลให้
มี
ชี
วิ
ตอยู
่
รอด
ได้
เท่
านั
้
นกิ
จกรรมในเชิ
งสั
ญลั
กษณ์
ได้
แก่
ภาษา วิ
ทยาศาสตร์
ศาสนา ศิ
ลปะและปรั
ชญาก่
อให้
เกิ
ด
วั
ฒนธรรมและเป็
นตั
วควบคุ
มให้
สมาชิ
กในสั
งคมมี
ระเบี
ยบวิ
นั
ยไม่
โหดร้
ายป่
าเถื่
อนทํ
าให้
เข้
าใจ
ทั
ศนคติ
และความเชื่
อของตนเองและผู
้
อื่
นส่
วนการปฏิ
สั
มพั
นธ์
ทางวั
ฒนธรรม (cultural interaction)
นั
้
นบาร์
ท(Barth. 1969 :16-18) ได้
ยกตั
วอย่
างผลการศึ
กษาเกี่
ยวกั
บการรวมกลุ่
มของสั
งคมพหุ
วั
ฒนธรรม