200
บนตั
กลู
กคนกลาง เท้
าวางบนตั
กลู
กคนเล็
กทางทิ
ศเหนื
อหากไม่
มี
ลู
กจะเป็
นหน้
าที่
ของญาติ
สนิ
ท
โต๊
ะหมอจะทํ
าพิ
ธี
อาบนํ
้
าศพเป็
นคนแรกต่
อด้
วยญาติ
พี่
น้
อง เพื่
อนบ้
าน เมื่
อเสร็
จพิ
ธี
ลู
กๆหรื
อญาติ
ที่
ประคองศพจะต้
องล้
างตั
วด้
วยนํ
้
ามะนาวผสมใบสะบ้
า เพื่
อไม่
ให้
วิ
ญญาณผู
้
ตายติ
ดตั
วศพจะถู
กทาแป้
ง
แต่
งตั
วและทานํ
้
ามั
นหอมก่
อนบรรจุ
ในโลงศพที่
ปู
ด้
วยเสื่
อ และใช้
ผ้
าขาวยาว 9ศอกคลุ
มบนศพ
นํ
าข้
าวของเครื่
องใช้
ของผู
้
ตายบรรจุ
ลงไปในโลงด้
วยสํ
าหรั
บเด็
กๆที่
เป็
นลู
กหลานจะใช้
ผ้
าขาวยาว
1ศอกที่
เหลื
อฉี
กเป็
นชิ
้
นเล็
กๆผู
กคอขณะยกโลงศพไปป่
าช้
าให้
ลอดโลงศพคนละ 3 รอบขบวน
แห่
ศพไปฝั
งที่
ชายทะเล เมื่
อหย่
อนโลงศพลงในหลุ
มผ่
ามะพร้
าวที่
เตรี
ยมไว้
เป็
น2ซี
กราดนํ
้
ามะพร้
าว
ลงบนศพมะพร้
าวซี
กที่
มี
ตา ควํ
่
าลงบนตํ
าแหน่
งสะดื
อของศพอี
กซี
กให้
ลู
กหลานไปกิ
นที่
บ้
าน เมื่
อ
โต๊
ะหมอทํ
าพิ
ธี
และญาติ
พี่
น้
องช่
วยกั
นกลบหลุ
มแล้
ว จะปลู
กมะพร้
าวอี
กลู
กที่
มี
หน่
อไว้
ปลายเท้
า
ศพและให้
ผู
้
ที่
หามศพ จั
บคู
่
กั
นที
ละ 2คน ยื
นหั
นหลั
งให้
กั
นคนละฟากของปากหลุ
มทํ
าพิ
ธี
เวี
ยน
ผ้
าขาวม้
า เป็
นอั
นเสร็
จพิ
ธี
ระหว่
างทางกลั
บบ้
านล้
างมื
อล้
างเท้
าด้
วยนํ
้
าผสมมะนาวและใบสะบ้
าที่
วางไว้
ริ
มทางตอนขาไปและเด็
ดใบไม้
หรื
อดอกไม้
ทั
ดหู
เพื่
อไม่
ให้
วิ
ญญาณผู
้
ตายจํ
าได้
และติ
ดตามกลั
บไป
บ้
านหลั
งจากนั
้
นอี
ก 3 วั
น จะเลี
้
ยงอาหาร ดั
บกองไฟ และทํ
าบุ
ญผู
้
ตายอี
กครั
้
งในพิ
ธี
แต่
งเปรวใน
เดื
อน 4หรื
อเดื
อน 5ปั
จจุ
บั
นมี
การวางรู
ปถ่
ายหน้
าโลงศพและหลั
งจากดั
บกองไฟแล้
ว นํ
ารู
ปถ่
าย
ไปวางบนหิ
้
งในบ้
านพร้
อมกั
บกระถางธู
ป ตามแบบอย่
างของชาวจี
นส่
วนการกํ
าหนดเวลาฝั
ง
เหมื
อนของชาวมุ
สลิ
มคื
อหากตายตอนเช้
าจะนํ
าไปฝั
งตอนเย็
นหากตายหลั
งเที่
ยงวั
นเป็
นต้
นไปจะ
นํ
าไปฝั
งวั
นรุ่
งขึ
้
น (อาภรณ์
อุ
กฤษณ์
. 2532 : 107)
อั
ตลั
กษณ์
ด้
านภาษา
ในช่
วง150ปี
ที่
ผ่
านมาชาวเลบนเกาะลั
นตา ใช้
ภาษาอู
รั
กลาโว้
ยซึ
่
งจั
ด
อยู
่
ในตระกู
ลออสโตเนเซี
ย เช่
นเดี
ยวกั
บภาษามลายู
และนั
บเป็
นภาษาถิ่
นหนึ
่
งของภาษามาเลย์
ซึ
่
งมี
แต่
ภาษาพู
ดไม่
มี
ภาษาเขี
ยน สํ
าหรั
บบทสวดในพิ
ธี
กรรมและบทขั
บในบทเพลงรํ
ามะนาของชาวเล
จะใช้
ภาษามลายู
กลางผสมมลายู
ท้
องถิ่
นและภาษาอู
รั
กลาโว้
ย
จากการที่
ภาษาชาวเลมี
คํ
าศั
พท์
น้
อยในระยะหลั
งเมื่
อมี
ปฏิ
สั
มพั
นธ์
กั
บชาวมลายู
ชาวจี
น
และชาวไทยมากขึ
้
นจํ
าเป็
นต้
องสร้
างคํ
าใหม่
บางคํ
าอาจหยิ
บยื
มภาษาจี
นภาษามลายู
หรื
อภาษาไทย
มาผสมผสานกั
บภาษาของตนเองดั
งที่
อาภรณ์
อุ
กฤษณ์
(2532 : 20-21) บั
นทึ
กไว้
ว่
า ภาษาชาวเล
มี
การสร้
างคํ
าใหม่
เพื่
อใช้
เรี
ยกวั
ตถุ
สิ่
งของเครื่
องใช้
แปลกใหม่
ที่
รั
บมาจากสั
งคมภายนอกด้
วยวิ
ธี
การ
นํ
าศั
พท์
ดั
้
งเดิ
ม2-3คํ
ามารวมกั
นเพื่
อให้
เกิ
ดคํ
าใหม่
ในลั
กษณะคํ
าประสม เช่
น
ปิ
งี
เญฮฺ
(แปรง)+บาโซฮ (ล้
าง)+บายั
ก (เงา) = ปิ
งี
เญฮบาโซฮบายั
กหมายถึ
งฝอยขั
ดหม้
อ
อู
บั๊
ย (ยา)+กี
แญะ (ขั
ด)+กี
กี
(ฟั
น) = อู
บั๊
ยกี
แญะกี
กี
หมายถึ
งยาสี
ฟั
น
สะโบด (สบู
่
)+กาสะ (ถู
)+ปาลอ (หั
ว) = สะโบดกาสะปาลอหมายถึ
งยาสระผม
จรึ
เมน (กระจก)+มาตา (ตา) = จรึ
เมนมาตาหมายถึ
งแว่
นตา