๒๖
สภาวั
ฒนธรรม คื
อการร
วมกั
นดํ
าเนิ
นงานวั
ฒนธรรมของท
องถิ่
น เพื่
อการพั
ฒนาที่
สมดุ
ลและยั่
งยื
น
ร
วมกั
นของชุ
มชน/ท
องถิ่
น ซึ
่
งเป
นไปตามลั
กษณะสั
งคมตามทฤษฎี
โครงสร
างหน
าที่
นิ
ยม (structural
functionalism) นั่
นเอง
การใช
แนวคิ
ดเรื่
องสภาวั
ฒนธรรมเป
นระบบกระทํ
าการนี้
ทํ
าให
สามารถศึ
กษา
วิ
เคราะห
สภาวั
ฒนธรรมตามหลั
กการใหญ
ๆ ของทฤษฎี
โครงสร
างหน
าที่
นิ
ยมได
ดั
งนี้
๑. สมาชิ
กของแต
ละเครื
อข
ายภาคี
ของสภาวั
ฒนรรมจะต
องมี
ลั
กษณะที่
รวมตั
วกั
นอย
าง
ถาวรพอประมาณที่
จะทํ
าให
แต
ละเครื
อข
ายภาคี
สมาชิ
กนั้
นทํ
าหน
าที่
ในส
วนของตนได
เช
น กลุ
ม
แม
บ
าน ซึ่
งเป
นเครื
อข
ายภาคี
สมาชิ
กของสภาวั
ฒนธรรมนั้
น แม
บ
านต
างๆ ที่
มาเป
นสมาชิ
กของกลุ
ม
แม
บ
านจะต
องรวมตั
วกั
นอย
างถาวรเพี
ยงพอที่
จะทํ
าให
กลุ
มแม
บ
านทํ
างานตามวั
ตถุ
ประสงค
ของกลุ
มได
๒. แต
ละเครื
อข
ายภาคี
สมาชิ
กมี
ความโน
มเอี
ยงที่
จะเข
ามาเพื่
อรั
กษาสิ
ทธิ
ประโยชน
พร
อมๆ กั
บการป
องกั
นตนเองจากการแทรกแซง หรื
อทํ
าลายจากเครื
อข
ายภาคี
สมาชิ
กอื่
นๆ
๓. ถ
ามี
การเปลี่
ยนแปลงบางประการเกิ
ดขึ้
นแก
เครื
อข
ายภาคี
สมาชิ
กย
อมเป
นไปเพื่
อ
การอยู
รอด หรื
อเพื่
อให
เครื
อข
ายภาคี
สมาชิ
กนั้
นทํ
าหน
าที่
ได
ดี
ยิ่
งขึ้
น เหมาะสมกั
บบริ
บทมากขึ้
น
กว
าเดิ
ม
๔.
ตามปกติ
เครื
อข
ายภาคี
สมาชิ
กจะดํ
าเนิ
นการต
างๆ เพื่
อรั
กษาดุ
ลยภาพ
(equilibrium) ระหว
างสั
มพั
นธภาพของเครื
อข
ายภาคี
สมาชิ
กต
างๆ ไว
เสมอ การเสี
ยดุ
ลยภาพในการ
ปฏิ
บั
ติ
งานของเครื
อข
ายภาคี
สมาชิ
กในบางครั้
งถื
อว
าเป
นเหตุ
การณ
ผิ
ดปกติ
อาจอยู
ในภาวะปรั
บตั
วเข
ากั
บ
บริ
บทใหม
หรื
ออาจถู
กแทรกแซงจากเครื
อข
ายภาคี
สมาชิ
กอื่
นๆ
๕. เครื
อข
ายภาคี
สมาชิ
กที่
ไม
สามารถรั
กษาดุ
ลยภาพไว
ได
ในที่
สุ
ดจะสลายตั
ว
กลายเป
นส
วนหนึ่
งของเครื
อข
ายภาคี
สมาชิ
กอื่
น หรื
อกลายสภาพเป
นเครื
อข
ายภาคี
สมาชิ
กใหม
ก็
ได
และถ
าพิ
จารณาตามแนวคิ
ดของ พาร
สั
นส
(อ
างถึ
งในชนิ
ตา รั
กษ
พลเมื
อง , ๒๕๓๑,
หน
า ๗๓-๗๘) จะพบว
า สภาวั
ฒนธรรมจะต
องพยายามรั
กษา “ดุ
ลยภาพ” ด
วยเหตุ
นี้
จึ
งจํ
าเป
นต
อง
บู
รณาการให
เครื
อข
ายภาคี
สมาชิ
กให
เข
ามาทํ
างานร
วมกั
นโดยใช
กลไกที่
ทํ
าหน
าที่
สร
างบู
รณาการที่
พาร
สั
นส
กํ
าหนดไว
๒ ประการ คื
อ “การขั
ดเกลาทางสั
งคม” และ “การควบคุ
มทางสั
งคม” ซึ่
งกลไกทั้
ง
สองนี้
จะช
วยให
สภาวั
ฒนธรรมสามารถรั
กษาโครงสร
างและการทํ
าหน
าที่
ที่
กํ
าหนดไว
ได
และจะ
เสริ
มสร
างบู
รณาการของสมาชิ
กของเครื
อข
ายภาคี
สมาชิ
ก ซึ่
งเป
นผู
กระทํ
าในโครงสร
างของสถานภาพ
บทบาท (status-role structure) โดยการขั
ดเกลาทางสั
งคมจะทํ
าให
เครื
อข
ายภาคี
สมาชิ
กได
ซึ
มซั
บ
เข
าไปจนเป
นแรงจู
งใจให
ทํ
าตามบทบาทภาระหน
าที
่
ของตน ส
วนกลไกการควบคุ
มทางสั
งคมจะทํ
าให
เกิ
ดความมี
ระเบี
ยบขึ้
นใน ระหว
างสถานภาพและบทบาททํ
าให
เครื
อข
ายภาคี
สมาชิ
กทํ
าตาม ธรรมนู
ญ
สภาวั
ฒนธรรม ซึ่
งเป
น ข
อตกลงและบรรทั
ดฐานของสภาวั
ฒนธรรม และศึ
กษาความสามารถในการ
รั
กษาดุ
ลยภาพ และบรรลุ
ข
อจํ
าเป
นเชิ
งหน
าที่
(functional requisite) โดยความสามารถในการ
แก
ป
ญหาสํ
าคั
ญอั
นจํ
าเป
น ๔ ประการ ซึ่
งพาร
สั
นส
เรี
ยกว
าข
อจํ
าเป
นแห
งหน
าที่
(The Functional
Imperatives) ดั
งนี้
คื
อ
๑. ป
ญหาการบรรลุ
วั
ตถุ
ประสงค
ของสภาวั
ฒนธรรม
(goal attainment)
วั
ตถุ
ประสงค
ของสภาวั
ฒนธรรมจะสํ
าเร็
จได
อยู
ที่
การคงอยู
และการทํ
าหน
าที่
ของเครื
อข
ายภาคี
สมาชิ
ก
ต
างๆ ดั
งนั้
นสภาวั
ฒนธรรมจะต
องจั
ดลํ
าดั
บความสํ
าคั
ญของวั
ตถุ
ประสงค
และหน
าที่
ต
างๆ รวมทั้
งสรร