บทเรียนการดำเนินงานสภาวัฒนธรรม - page 55

๓๔
ผู
ใดได
ศึ
กษาไว
เป
นการเฉพาะ แต
ผู
วิ
จั
ยคิ
ดว
าประชาสั
งคมมี
พื้
นฐานมาจากชุ
มชนเข
มแข็
ง ดั
งนั้
น ป
จจั
ที่
จะทํ
าให
ชุ
มชนเข
มแข็
งนั้
นน
าจะมี
ป
จจั
ย ๓ ประการ คื
อ ภู
มิ
ธรรมภู
มิ
ป
ญญา กระบวนการเรี
ยนรู
และ
การจั
ดการนี้
เป
นพื้
นฐาน
๓. ป
จจั
ยของความเป
นประชาสั
งคม
อนุ
ชาติ
พวงสํ
าลี
และวี
รบู
รณ
วิ
สารทสกุ
ล (๒๕๔๐, หน
า๑๖-๑๘) ได
เสนอป
จจั
ยเงื่
อนไข
ของความเป
นประชาสั
งคมไว
ว
าการพั
ฒนาหรื
อผลั
กดั
นประชาสั
งคมจํ
าเป
นต
องพิ
จารณาเงื่
อนไขต
างๆ
ที่
สํ
าคั
ญดั
งนี้
๑) มี
วิ
สั
ยทั
ศน
ร
วมกั
น :
ความเป
นกลุ
ม องค
กรที่
มี
สํ
านึ
กต
อสาธารณะนั้
นมี
ความ
จํ
าเป
นอย
างยิ่
งที่
คนในองค
กร หรื
อ กลุ
มประชาสั
งคม จะต
องมองเห็
นอนาคตข
างหน
าร
วมกั
น รู
และ
เข
าใจร
วมกั
นถึ
งทิ
ศทางข
างหน
าที่
จะไปด
วยกั
นหรื
อทํ
ากิ
จกรรมร
วมกั
น ดั
งนั้
นการสร
างวิ
สั
ยทั
ศน
ร
วมกั
ของกลุ
มคนในประชาสั
งคมจึ
งเป
นเงื่
อนไขที่
จํ
าเป
น หากมิ
เช
นนั้
นแล
วประชาสั
งคมจะไม
มี
พลั
ง ไร
ซึ่
ทิ
ศทางและเป
าหมายที่
จะก
าวไปด
วยกั
น การสร
างวิ
สั
ยทั
ศน
ร
วมกั
นจะต
องอาศั
ยการคิ
ด วิ
เคราะห
สั
งเคราะห
ให
เห็
นถึ
งสถานการณ
แนวโน
มความเปลี่
ยนแปลงข
างหน
าอย
างถ
องแท
พร
อมๆ ไปกั
บการ
ปฏิ
บั
ติ
การจริ
ง ยิ่
งในภาวะที่
สถานการณ
โลกมี
ความสลั
บซั
บซ
อนเปลี่
ยนแปลงอย
างรวดเร็
ว ยิ่
งต
องการ
ความคิ
ดเท
าทั
นการปรั
บเปลี่
ยนกระบวนคิ
ดและสร
างวิ
ธี
คิ
ดเพื่
อแสวงหาทางเลื
อกใหม
ๆ นั้
น จะเป
ความสํ
าคั
ญอย
างสู
งที่
จะสร
างให
เกิ
ดวิ
สั
ยทั
ศน
และการเรี
ยนรู
ที่
กว
างไกล
๒) มี
ส
วนร
วมอย
างกว
างขวาง : ด
วยองค
ประกอบของประชาสั
งคมที่
มี
ความ
หลากหลาย ซั
บซ
อนและการร
วมสร
างการเรี
ยนรู
อย
างต
อเนื่
องนั้
น การมี
ส
วนร
วมของทุ
กคนทุ
กฝ
าย
ย
อมเป
นเงื่
อนไขให
เกิ
ดการรั
บรู
ตั
ดสิ
นใจ และร
วมลงมื
อปฏิ
บั
ติ
เพื่
อผลั
กดั
นการเปลี่
ยนแปลงที่
จํ
าเป
ร
วมกั
๓) มี
ความเป
นธรรมชาติ
ที่
มิ
ใช
การแต
งตั้
งจั
ดตั้
ง:
ด
วยความเป
นองค
กรของสั
งคมที่
อยู
นอกเหนื
อจากการควบคุ
มของอํ
านาจรั
ฐ ประชาสั
งคมจึ
งต
องเกิ
ดขึ้
นบนเงื่
อนไขของสํ
านึ
กที่
จะดํ
าเนิ
กิ
จกรรมร
วมกั
นบนพื้
นฐานของการเติ
บโตไปอย
างเป
นธรรมชาติ
การจั
ดตั้
งหรื
อแต
งตั้
ง โดยกลไก
อํ
านาจรั
ฐย
อมทํ
าให
องค
กรและการดํ
าเนิ
นกิ
จกรรมขาดความเป
นอิ
สระ และในที่
สุ
ดจะขาดความยั่
งยื
ต
อเนื่
อง หรื
อกล
าวในอี
กด
านหนึ่
ง การเกิ
ดและเติ
บโตขึ้
นอย
างเป
นธรรมชาติ
ย
อมจะเป
นเครื่
องพิ
สู
จน
ถึ
งระดั
บแห
งสํ
านึ
กของความเป
นพลเมื
อง (civic consciousness) ว
าจะสามารถแสดงศั
กยภาพในการ
ร
วมแก
ป
ญหาที่
ซั
บซ
อนของชุ
มชนหรื
อท
องถิ่
นได
มากน
อยเพี
ยงใด
๔) มี
ความรั
ก ความเอื้
ออาทร สมานฉั
นท
:
การรวมกลุ
มของประชาสั
งคมบนพื้
นฐานที่
หลากหลาย นั้
นจํ
าเป
นต
องสร
าง ขึ้
นบนฐานแห
งความรั
ก ความเมตตา ความเอื้
ออาทร และสามั
คคี
ความแตกต
างย
อมเกิ
ดขึ้
นได
ความแตกต
างเป
นสิ่
งดี
และมิ
จํ
าเป
นต
องนํ
าไปสู
ความแตกแยกเสมอไป
ดั
งนั้
นเงื่
อนไขแห
งความรั
กสมานฉั
นท
จะเป
นส
วนเชื่
อมโยงให
เกิ
ดความร
วมมื
ออย
างมี
พลั
๕) มี
องค
ความรู
และความสามารถในการแสวงหาความรู
: จิ
นตนาการเป
นพลั
งของ
มนุ
ษย
ที่
จะดํ
ารงอยู
ในสั
งคมอย
างสร
างสรรค
มี
ศั
กดิ์
ศรี
แต
จิ
นตนาการอย
างเดี
ยวอาจไม
เพี
ยงพอ ต
อง
อาศั
ยสติ
ป
ญญาความรู
ในการแก
ป
ญหาและการกํ
าหนดทิ
ศทางข
างหน
า ดั
งนั้
น ประชาสั
งคมจะต
อง
สร
างและสะสมองค
ความรู
ที่
สามารถปรั
บใช
และเรี
ยนรู
เพิ่
มขึ้
นอยู
ตลอดเวลา และที่
สํ
าคั
ญกลุ
มประชา
สั
งคมจะต
องมี
ศั
กยภาพและความสามารถพอที่
จะแสวงหาความรู
อี
กด
วย ดั
งนั้
นการมี
องค
ความรู
และ
1...,45,46,47,48,49,50,51,52,53,54 56,57,58,59,60,61,62,63,64,65,...385
Powered by FlippingBook