บทเรียนการดำเนินงานสภาวัฒนธรรม - page 52

๓๑
๕) การดํ
าเนิ
นงานวั
ฒนธรรมที่
เป
นกิ
จกรรมที่
จั
ดขึ้
นเพื่
อแก
ป
ญหา และพั
ฒนาวิ
ถี
ชี
วิ
ตของคนในท
องถิ่
น ควรเน
นการดํ
าเนิ
นงานวั
ฒนธรรมที่
มุ
งพั
ฒนาคน โดยใช
ภู
มิ
ป
ญญา ค
านิ
ยม และ
แบบแผนอั
นดี
งามของท
องถิ่
นนั้
นเพื่
อเป
นพื้
นฐานในการดํ
าเนิ
นกิ
จกรรมทางวั
ฒนธรร
มที่
มุ
งเพื่
แก
ป
ญหาและพั
ฒนาวิ
ถี
ชี
วิ
ตจริ
ง เพื่
อให
งานวั
ฒนธรรมเป
นงานที่
ทุ
กฝ
ายทุ
กคนเข
าใจได
ง
าย เพราะ
เกี่
ยวข
องกั
บวิ
ถี
ชี
วิ
ตของท
องถิ่
นโดยตรง ท
องถิ่
นสามารถดํ
าเนิ
นงานวั
ฒนธรรมได
ด
วยตนเอง
๖) การมี
ส
วนร
วมอย
างสํ
าคั
ญของ เครื
อข
ายภาคี
สมาชิ
กและประชาชน ควรเน
การดํ
าเนิ
นงานวั
ฒนธรรมที่
เกิ
ดจากการมี
ส
วนร
วมของ เครื
อข
าย ภาคี
สมาชิ
กและประชาชนอย
าง
กว
างขวางและทั่
วถึ
ง ควรให
ประชาชนมี
ส
วนร
วมอย
างสํ
าคั
ญในการคิ
ดและร
วมกั
นดํ
าเนิ
นการตาม
วิ
ถี
ทางประชาธิ
ปไตย โดยเน
นงานวั
ฒนธรรมที่
ใกล
ตั
วประชาชนที่
สุ
ดก
อนที่
จะขยายวงออกไปยั
งเรื่
อง
อื่
นๆ
๗) การมี
กองทุ
นส
งเสริ
มงานวั
ฒนธรรมจั
งหวั
ด ควรจั
ดตั้
งกองทุ
นส
งเสริ
ม งาน
วั
ฒนธรรมจั
งหวั
ดขึ
นเพื่
อเป
นแหล
งกลางในการระดมทรั
พยากรจากภาครั
ฐและเอกชนมาใช
ในการ
ดํ
าเนิ
นงานวั
ฒนธรรม
๗.๓.๒ ป
จจั
ยภายนอก
หน
วยงานของรั
ฐ องค
กรปกครองส
วนท
องถิ่
น และองค
กรเอกชน ควรส
งเสริ
มและ
สนั
บสนุ
นในลั
กษณะต
างๆทั้
งในเรื่
องของนโยบาย การพั
ฒนาบุ
คลากร การสร
างความรู
ความเข
าใจใน
วิ
ธี
การดํ
าเนิ
นงานวั
ฒนธรรม การเป
นสื่
อกลางในการแลกเปลี่
ยนเรี
ยนรู
ในการดํ
าเนิ
นงานวั
ฒนธรรมซึ่
กั
นและกั
น โดยการจั
ดประชุ
มสั
มมนา การจั
ดสรรเงิ
นทรั
พยากรไปสนั
บสนุ
น การดํ
าเนิ
นงานวั
ฒนธรรม
รวมทั้
งการติ
ดต
อประสานงานกั
บหน
วยงานที่
เกี่
ยวข
อง เพื่
อให
เกิ
ดการ “ถั
กทอ” และ “เชื่
อมโยง” กั
ดํ
าเนิ
นงานวั
ฒนธรรมได
อย
างเกิ
ดพลั
ประชาสั
งคม
๑. ความสํ
าคั
ญของประชาสั
งคม
ประเวศ วะสี
(๒๕๓๘, หน
า ๓๖-๓๗) ได
กล
าวถึ
งความสํ
าคั
ญของชุ
มชน ความเข
มแข็
ของชุ
มชนไว
ว
“กระแสใหญ
ในโลกจะมี
แต
globalization อย
างเดี
ยวก็
หาไม
แต
จะมี
กระแสของ
localization หรื
อ communitization (ศั
พท
บั
ญญั
ติ
ขึ้
นเอง ) หรื
อความเป
นชุ
มชนเกิ
ดขึ้
นใน
ขณะเดี
ยวกั
นด
วยความเข
มแข็
งของชุ
มชนจะแก
ป
ญหาทุ
กชนิ
ดและพั
ฒนาทุ
กอย
างพร
อม กั
นไปอย
าง
เป
นบู
รณาการ กล
าวคื
อ แก
ความยากจนได
โดยเร็
ว อนุ
รั
กษ
สิ่
งแวดล
อมและ ทรั
พยากรธรรมชาติ
แก
และป
องกั
นป
ญหาสั
งคม เช
น อาชญากรรม ยาเสพติ
ด โสเภณี
โรคเอดส
อนุ
รั
กษ
และพั
ฒนา
วั
ฒนธรรม ชุ
มชนคื
อผู
ปฏิ
บั
ติ
วั
ฒนธรรม และความเข
มแข็
งของชุ
มชนคื
อรากฐานของสั
งคมอารย ะ
(civil society) หรื
อรากฐานของประชาธิ
ปไตย ยุ
ทธศาสตร
ชุ
มชนจึ
งเป
นยุ
ทธศาสตร
ใหญ
เมื่
อเกิ
ชุ
มชนขึ้
น สมาชิ
กจะมี
ความสุ
ขเป
นล
นพ
นและมี
ความสร
างสรรค
สู
งยิ่
ง มี
ศั
กยภาพที่
จะทํ
าอะไร ๆ ให
สํ
าเร็
จทุ
กอย
างเป
นศั
กยภาพอย
างไม
มี
ข
อจํ
ากั
ด (limitless potential)”
นอกจากนั้
น ประเวศ วะสี
(๒๕๓๘) ได
อ
างถึ
งงานวิ
จั
ยของ Robert Putnam เรื่
อง
Making DemocracyWork : Civic Traditions inModern Italy (๑๙๙๓) ซึ่
งพบว
าในจํ
านวน ๑๕
แคว
นของอิ
ตาลี
นั้
น ถ
าแคว
นใดมี
ความเป
นประชาคม (civic tradition หรื
อ civility) มาก สิ่
งต
าง ๆ ก็
1...,42,43,44,45,46,47,48,49,50,51 53,54,55,56,57,58,59,60,61,62,...385
Powered by FlippingBook