บทเรียนการดำเนินงานสภาวัฒนธรรม - page 54

๓๓
จากคํ
าประกาศปฏิ
ญญาในการประชุ
มระดั
บโลก เรื่
อง การศึ
กษาชุ
มชน ครั้
งที่
๗ ได
เน
ความสํ
าคั
ญขององค
ประกอบ ๓ ประการ ที่
เป
นป
จจั
ยสํ
าคั
ญต
อการสร
างความเข
มแข็
งของชุ
มชน คื
๑) ภู
มิ
ธรรมภู
มิ
ป
ญญา (spirituality)
๒) กระบวนการเรี
ยนรู
(learning)
๓) การจั
ดการ (management)
ซึ่
งสี
ลาภรณ
นาครทรรพ (๒๕๓๘, หน
า ๒๗-๒๘) ได
ขยายความเพิ่
มเติ
มและ
วิ
เคราะห
ในบริ
บทของสั
งคมไทยไว
ดั
งนี้
คื
๑) ภู
มิ
ธรรมภู
มิ
ป
ญญา ในชุ
มชนที่
เข
มแข็
งและสามารถสร
างสรรค
การพั
ฒนาที่
ยั่
งยื
ได
จะต
องมี
ภู
มิ
ป
ญญาและ ธรรมะซึ่
งอาจปรากฏอยู
ทั้
งในตั
วผู
นํ
าและสมาชิ
กของชุ
มชนนั้
นก็
ได
ภู
มิ
ป
ญญาเป
นองค
ความรู
ต
างๆ ที่
สั
มพั
นธ
กั
บการดํ
ารงชี
วิ
ตของคนในการอยู
ร
วมกั
บคนอื่
นในสั
งคมและ
ธรรมชาติ
ภู
มิ
ป
ญญาที่
ผ
านการกลั่
นกรองจนตกผลึ
ก และสามารถนํ
ามาปรั
บใช
กั
บการดํ
ารงชี
วิ
ตในโลก
ยุ
คใหม
ได
นั้
น มั
กจะมี
สาระเนื้
อหาเป
นหลั
กธรรมะอยู
ในตั
ว เพราะธรรมะก็
เป
นไปเพื่
อการดํ
ารงชี
วิ
ตของ
คนร
วมกั
นอย
างสั
นติ
สุ
๒) กระบวนการเรี
ยนรู
การเรี
ยนรู
ในที่
นี้
หมายถึ
ง กระบวนการศึ
กษาเรี
ยนรู
ของคน
ในชุ
มชน ซึ่
งได
แก
เรื่
องของการคิ
ดวิ
เคราะห
การตั้
งคํ
าถาม และการหาคํ
าตอบเกี่
ยวกั
บป
ญหา สาเหตุ
และแนวทางแก
ไขป
ญหาต
างๆ การพั
ฒนาการเรี
ยนรู
ของชุ
มชนจึ
งหมายถึ
ง การทํ
าให
เกิ
ดกระบวนการ
ของการที่
สมาชิ
กในชุ
มชนเข
ามารวมกลุ
มคิ
ดวิ
เคราะห
ป
ญหา วิ
เคราะห
สาเหตุ
วิ
เคราะห
ทางเลื
อกของ
การแก
ป
ญหา ตั
ดสิ
นใจเลื
อกทางในการเลื
อกแก
ป
ญหา และการสรุ
ปบทเรี
ยนเพื่
อยกระดั
บสติ
ป
ญญาใน
การแก
ป
ญหาให
สู
งขึ้
๓) การจั
ดการ เป
นเรื่
องของกลไกที่
ทํ
าให
การดํ
าเนิ
นงานบรรลุ
ผลตามเป
าหมายที่
ตั้
ไว
ในชุ
มชนที่
เข
มแข็
งจํ
าเป
นต
องมี
การจั
ดการ อั
นเป
นการกระจายบทบาท ภาระหน
าที่
ควา
รั
บผิ
ดชอบในด
านต
างๆ ให
แก
สมาชิ
ก รวมทั้
งเป
นการกํ
าหนดสิ
ทธิ
กติ
กา และวิ
นั
ยสํ
าหรั
บการอยู
ร
วมกั
นเป
นองค
กรด
วย หากปราศจากการจั
ดการแล
ว องค
กรชุ
มชนจะมี
ลั
กษณะที่
หลวม คล
ายสมาคม
ของคนที่
มี
อุ
ดมการณ
ร
วมกั
นเท
านั้
น แต
ไม
สามารถผลั
กดั
นให
เกิ
ดกิ
จกรรมการพั
ฒนาหรื
อการ
แก
ป
ญหาต
างๆ ได
องค
ประกอบทั้
ง ๓ ประการนี้
แม
จะแยกอธิ
บายได
เป
นข
อๆ แต
ในความเป
นจริ
งแล
องค
ประกอบที่
๓ นี้
เกิ
ดขึ้
นในลั
กษณะเป
นกระบวนการที่
ไม
อาจแยกองค
ประกอบหนึ่
งใดออกจากกั
ได
ชั
ดเจน การมี
ภู
มิ
ธรรมภู
มิ
ป
ญญาเป
นป
จจั
ยที่
จะขาดไม
ได
ในกระบวนการของการเรี
ยนรู
ร
วมกั
น และ
การจั
ดการองค
กรของชุ
มชน เท
าๆ กั
บการเรี
ยนรู
ก็
นํ
าไปสู
การพั
ฒนาจิ
ตสํ
านึ
ก และภู
มิ
ธรรมภู
มิ
ป
ญญา
ให
สู
งขึ้
น และเกิ
ดการจั
ดการที่
ดี
และการจั
ดการก็
เป
นแบบฝ
กหั
ดหรื
อห
องทดลองที่
ทํ
าให
เกิ
ดการ
เรี
ยนรู
และการยกระดั
บภู
มิ
ธรรมภู
มิ
ป
ญญาของชุ
มชน การพั
ฒนากระบว นการเรี
ยนรู
ของชุ
มชนใน
ความหมายที่
ใช
ในที่
นี้
จะหมายถึ
ง การพั
ฒนาในทั้
ง ๓ องค
ประกอบนี้
มิ
ใช
การพั
ฒนาเฉพาะใน
องค
ประกอบของการเรี
ยนรู
เท
านั้
ซึ่
งจะเห็
นว
าองค
ประกอบหรื
อป
จจั
ยที่
ทํ
าให
ชุ
มชนเข
มแข็
งนั้
นประกอบด
วยป
จจั
ยหลั
กที่
ไม
สามารถจะแยกจากกั
นได
๓ ประการคื
อ ภู
มิ
ธรรมภู
มิ
ป
ญญา กระบวนการเรี
ยนรู
และการจั
ดการ
ส
วนองค
ประกอบหรื
อป
จจั
ยสํ
าคั
ญที่
ทํ
าให
ประชาสั
งคมเข
มแข็
งนั้
น จากการศึ
กษาในช
วงนี้
ยั
งไม
พบว
1...,44,45,46,47,48,49,50,51,52,53 55,56,57,58,59,60,61,62,63,64,...385
Powered by FlippingBook