18
โคเฮน ได้
พิ
จารณาสั
ญลั
กษณ์
ทางวั
ฒนธรรมออกมาในรู
ปแบบของกิ
จกรรมในชี
วิ
ตต่
างๆ โดย
เป็
นที่
รวมของอุ
ดมการณ์
ความเชื่
อ ค่
านิ
ยม บรรทั
ดฐานในสั
งคมทั้
งหมด โดยแสดงออกมาทางการ
บวงสรวง พิ
ธี
กรรม การแลกเปลี่
ยนของกานั
ล ตานาน ระบบเครื
อญาติ
อั
นมี
ที่
มาจากการที่
สมาชิ
กได้
รั
บ
การขั
ดเกลาทางสั
งคมร่
วมกั
น สั
ญลั
กษณ์
ที่
แสดงออกมาจึ
งเป็
นรู
ปร่
างของวิ
ถี
ชี
วิ
ตในสั
งคมนั้
นๆ
สั
ญลั
กษณ์
จะเป็
นเสมื
อนจุ
ดรวมของอุ
ดมการณ์
ที่
สมาชิ
กในสั
งคมพยายามนาเข้
ามาแก้
ไขปั
ญหาชี
วิ
ตและ
ความตายที่
หนี
ไม่
พ้
น และการปฏิ
สั
มพั
นธ์
ระหว่
างกลุ่
มต่
างๆ ที่
เกิ
ดขึ้
น ทาให้
รู
ปแบบหรื
อสั
ญลั
กษณ์
ใหม่
บางประการจากสั
งคมอื่
นถู
กนาเข้
ามาปรั
บใช้
เพื่
อทาหน้
าที่
ทางการเมื
องในอี
กรู
ปแบบหนึ่
ง เมื่
อรู
ปแบบ
สั
ญลั
กษณ์
เก่
าบางอย่
างของกลุ่
มไม่
สามารถทาหน้
าที่
ทางการเมื
องบางด้
านได้
ซึ่
งแสดงถึ
งความยื
ดหยุ่
น
ของสั
ญลั
กษณ์
ในการตี
ความและการนามาใช้
เป็
นประโยชน์
ทางการเมื
อง สั
ญลั
กษณ์
เก่
าจะถู
กปรั
บ
ความหมายเพื่
อปลุ
กความรู้
ลึ
กของการรวมกลุ่
มทางการเมื
องของตน และสั
ญลั
กษณ์
ใหม่
จะถู
กนามาใช้
ใน
การสร้
างความชอบธรรมในอานาจทางการเมื
อง หรื
อการทาหน้
าที่
ทางการเมื
องของกลุ่
ม และปั
จจั
ยของ
การเปลี่
ยนแปลงหน้
าที่
และรู
ปแบบสั
ญลั
กษณ์
ที่
ใช้
ในกระบวนการรวมกลุ่
มจะเกิ
ดขึ้
นจากผู้
นากลุ่
ม
(Leadership) ที่
สามารถนาเอาสั
ญลั
กษณ์
บางอย่
างจากสั
งคมภายนอกที่
มี
อิ
ทธิ
พลมาปรั
บใช้
เพื่
อให้
สมาชิ
กในกลุ่
มของตั
วเองพอใจที่
จะรั
บไปปฏิ
บั
ติ
หรื
อเห็
นชอบด้
วย สั
ญลั
กษณ์
ที่
ผู้
นากลุ่
มปรั
บสร้
างนี้
จะ
ช่
วยสร้
างการรวมกลุ่
มทางการเมื
องที่
เข้
มแข็
งและแก้
ปั
ญหาที่
มี
อยู่
ของกลุ่
มนั้
นๆ ได้
ดี
ยิ่
งขึ้
น เพื่
อการ
แข่
งขั
นในทางการเมื
องกั
บกลุ่
มอื่
นๆ
(Abner Cohen.1976)
จากที่
กล่
าวมาจะเห็
นได้
ว่
า สั
ญลั
กษณ์
ทางวั
ฒนธรรม ถู
กนามาเป็
นเครื่
องมื
อในการต่
อสู้
ดิ้
นรน
ของกลุ่
มชาติ
พั
นธุ์
ดั้
งเดิ
มที่
อาศั
ยอยู่
ในพื้
นที่
นั้
นๆ
เพื่
อธารงกลุ่
มชาติ
พั
นธุ์
ของตนเองไว้
และปกป้
อง
ผลประโยชน์
ทางการเมื
องของพวกเขาเอง
อย่
าง
Keyes
ได้
กล่
าวถึ
ง การสื
บทอดวั
ฒนธรรมของบรรพ
บุ
รุ
ษนอกจากจะเป็
นการรั
กษามรดกทางวั
ฒนธรรมให้
คงอยู่
แล้
วยั
งเป็
นการสร้
างความเป็
นบึ
กแผ่
น ความ
เป็
นอั
นหนึ่
งอั
นเดี
ยวกั
นในกลุ่
มชาติ
พั
นธุ์
การปฏิ
บั
ติ
หรื
อการแสดงออกที่
เป็
นมรดกของบรรพบุ
รุ
ษ ได้
แก่
ภาษา ศาสนา นิ
ทานปรั
มปรา ที่
กล่
าวถึ
งความเป็
นมาของบรรพบุ
รุ
ษในการสร้
างกลุ่
มและถิ่
นที่
อยู่
สร้
างความภาคภู
มิ
ใจในบรรพบุ
รุ
ษ ก่
อให้
เกิ
ดความรู้
สึ
กเป็
นอั
นหนึ่
งอั
นเดี
ยวกั
น และต้
องการธารงชาติ
พั
นธุ์
ของกลุ่
มตนไว้
ต่
อไป และการที่
เรามี
การนั
บถื
อเครื
อญาติ
หรื
อบรรพบุ
รุ
ษร่
วมกั
น เป็
นการสร้
างความ
เป็
นอั
นหนึ่
งอั
นเดี
ยวกั
นในหมู่
พวก แสดงว่
าเป็
นพวกเดี
ยวกั
นหรื
อเป็
นส่
วนหนึ่
งของตระกู
ลเป็
นการสร้
าง
ความรู้
สึ
กร่
วมกั
นว่
าบุ
คคลนั้
นมี
พวกพ้
อง มี
ญาติ
พี่
น้
อง ทาให้
เกิ
ดพลั
งที่
จะประพฤติ
ตนไปในแบบอย่
างที่
บุ
คคลในสั
งคมของตนปฏิ
บั
ติ
สื
บต่
อกั
นมา (ณั
ฐประวี
ณ ศรี
ทรั
พย์
.2537:6) ซึ่
งสอดคล้
องกั
บ ฉวี
วรรณ
ประจวบเหมาะ ที่
ได้
ศึ
กษาเรื่
องการธารงชาติ
พั
นธุ์
ของ “ออแรนายู
” โดยเห็
นว่
า ความแตกต่
างทาง
วั
ฒนธรรมดั้
งเดิ
ม คื
อ ภาษามลายู
ท้
องถิ่
น ศาสนาอิ
สลาม และการแต่
งกาย แบบมลายู
ยั
งเป็
นสั
ญลั
กษณ์
สาคั
ญของการเป็
นสมาชิ
กกลุ่
มชาติ
พั
นธุ์
คื
อ ความเป็
นออแรนายู
สาหรั
บบางคนที่
เข้
าสู่
ระบบการศึ
กษา
ของชาติ
ไทย อาจทาให้
ลดทอนความแตกต่
างทางวั
ฒนธรรมลงไปบ้
าง แต่
ไม่
สู
ญเสี
ยสั
ญลั
กษณ์
ทางชาติ