15
สั
มพั
นธ์
นั้
นเห็
นว่
าไม่
อาจหลี
กเลี่
ยงได้
เป็
นภารกิ
จ ความจาเป็
นที่
ต้
องปฏิ
บั
ติ
ตามและเป็
นธรรมชาติ
(ฐิ
รวุ
ฒิ
เสนาคา.2547:257)
แนวคิ
ดเรื่
อง Primordialism ของเกี
ยร์
ทซ์
(Clifford Geertz) ได้
อธิ
บายปรากฏการณ์
ทางชาติ
พั
นธุ์
ที่
มี
การเคลื่
อนไหวรวมตั
วโดยอาศั
ยวั
ฒนธรรมดั้
งเดิ
มเพื่
อต่
อต้
านอานาจรั
ฐในประเทศที่
กาลั
งพั
ฒนา
ว่
าการก่
อตั
วของรั
ฐได้
เรี
ยกร้
องความจงรั
กภั
กดี
จากบุ
คคล ทาให้
เกิ
ดปั
ญหาในเรื่
องอั
ตลั
กษณ์
ว่
าเขาเป็
น
“ใคร” กั
นแน่
เพราะใจหนึ่
งก็
อยากให้
คนอื่
นยอมรั
บตั
วตน แต่
อี
กใจหนึ่
งก็
ต้
องการความเจริ
ญทาง
เศรษฐกิ
จ ความมั่
นคงทางการเมื
อง และความยุ
ติ
ธรรมทางสั
งคม ทาให้
เกิ
ดความกดดั
นต่
อกลุ่
มชาติ
พั
นธุ์
ซึ่
งการเคลื่
อนไหวทางสั
งคมไม่
ใช่
การหวนหาความทรงจาในอดี
ตแต่
เพี
ยงอย่
างเดี
ยว หากเป็
นความ
พยายามที่
จะรั
กษาตั
วตนและดารงสภาวะของกลุ่
มไว้
ไม่
ให้
ตกอยู่
ภายใต้
อาณั
ติ
ของรั
ฐอย่
างสมบู
รณ์
การศึ
กษาทางชาติ
พั
นธุ์
ในแนวทาง Primordialist approach เป็
นแนวทางที่
มองปรากฏการณ์
ทางชาติ
พั
นธุ์
ว่
ามี
ลั
กษณะถาวรและเป็
นรากฐานของอั
ตลั
กษณ์
ของการเป็
นมนุ
ษย์
ซึ่
งเป็
นการแสดงออก
เพื่
อให้
เห็
นจิ
ตสานึ
กชาติ
พั
นธุ์
ที่
มี
อยู่
ในตั
วเอง และเป็
นเรื่
องของจิ
ตใจมนุ
ษย์
โดยสรุ
ปแนวคิ
ดปฐมกาหนด
ชาติ
พั
นธุ์
ได้
3 ประการ คื
อ (1) อั
ตลั
กษณ์
หรื
อความเป็
นชาติ
พั
นธุ์
คื
อสิ่
งที่
ถู
กให้
มาหรื
อสิ่
งที่
มี
มาก่
อน
เป็
นธรรมชาติ
ศั
กดิ์
สิ
ทธิ์
และเปลี่
ยนแปลงไม่
ได้
(2) สายสั
มพั
นธ์
ที่
ถู
กกาหนดมานี้
มี
อานาจเหลื
อล้
น
(ineffable) และไม่
ใช่
ผลลั
ทธ์
ของความสั
มพั
นธ์
ทางสั
งคม แต่
เป็
นสิ่
งที่
ให้
มาและผู้
รั
บมาต้
องผู
กพั
นเกาะ
เกี่
ยวยึ
ดโยงอย่
างแนบแน่
นและหลี
กเลี่
ยงไม่
ได้
(3) สายสั
มพั
นธ์
ที่
กาหนดล่
วงหน้
านี้
แตกต่
างจาก
ปรากฏการณ์
ทางสั
งคมอื่
น เพราะสายสั
มพั
นธ์
นี้
คื
อสายสั
มพั
นธ์
ทางอารมณ์
สายสั
มพั
นธ์
แห่
งเลื
อดและ
วิ
ญญาณ (Clifford Geertz.1963)
แนวคิ
ดเรื่
อง Primordialism ได้
ถู
กนาไปเป็
นรากฐานในการศึ
กษาในแนวทางการธารงชาติ
พั
นธุ์
ในบริ
บทการพั
ฒนาเป็
นรั
ฐประชาชาติ
ของประเทศอาณานิ
คม เช่
น งานของ พาร์
คิ
น (David Parkin)
ศึ
กษาในเมื
องกั
มปาลา แอฟริ
กา โดยพวก “ลู
โอ” (Luo) ได้
ใช้
ลั
กษณะทางวั
ฒนธรรม เช่
น การสื
บสาย
ตระกู
ลข้
างเดี
ยว (Unilineal descent)
และประเพณี
การแต่
งงานภายในกลุ่
มเป็
นสั
ญลั
กษณ์
ของกลุ่
ม
ชาติ
พั
นธุ์
เชื่
อมโยงคนลู
โอที่
อยู่
ต่
างถิ่
นและต่
างอาชี
พ ให้
เข้
ามาปฏิ
สั
มพั
นธ์
กั
น เพื่
อตั
ดสิ
นใจร่
วมกั
น
เพราะว่
า คนลู
โอในเมื
องกั
มปาลา ไม่
ได้
อยู่
ร่
วมกั
นเป็
นชุ
มชนที่
มี
พื้
นที่
เฉพาะพึ่
งตนเองได้
ทางเศรษฐกิ
จ
แต่
ต้
องทางานรั
บจ้
างในหน่
วยงานของรั
ฐและเอกชน และอาศั
ยอยู่
ท่
ามกลางกลุ่
มชาติ
พั
นธุ์
อื่
นๆ
นอกจากนี้
ยั
งมี
ความหลากหลายในเรื่
องอาชี
พ การศึ
กษา และรายได้
แต่
มารวมกลุ่
มเป็
นครั้
งคราวได้
เพื่
อต่
อสู้
กั
บพวกคิ
คู
ยู
โดยอาศั
ยเครื
อข่
ายความสั
มพั
นธ์
เครื
อญาติ
และอุ
ดมการณ์
กลุ่
ม เรื่
องการสื
บเชื้
อ
สายตระกู
ลข้
างเดี
ยว โดยตอกย้
าว่
าเป็
นลั
กษณะสาคั
ญทางชาติ
พั
นธุ์
ที่
จาแนกลู
โอจากพวกคิ
คู
ยู
(ฉวี
วรรณ
ประจวบเหมาะ.2547:24) นอกจากนี้
แอบเนอร์
โคเฮน(Abner Cohen)ก็
ได้
พั
ฒนาแนวคิ
ด
Primordialism ในงานศึ
กษาของเขาที่
แอฟริ
กา และงานอื่
นๆ