bk128 - page 209

272
ความคิ
ดของคนแต
ละคนซึ่
งท
ายที่
สุ
ดจะสามารถพั
ฒนาจนเกิ
ดเป
นองค
ความรู
แบบTransformative
Theory
ได
Habermas
(1981) ยั
งกล
าวอี
กว
าการนํ
ากระบวนการ นํ
าเสนอข
อมู
ล ข
อเท็
จจริ
(Constatives) การมี
ปฏิ
กิ
ริ
ยาตอบรั
บจากผู
รั
บสาร (Regulative) และการตอกย้ํ
าข
อมู
ล (Avowals)
มาเป
นเครื่
องมื
อในการจั
ดกระบวนการเรี
ยนรู
ระหว
างผู
เรี
ยนกั
บผู
สอน เป
นการเรี
ยนรู
ที่
สร
างให
ผู
เรี
ยน สามารถปรั
บเปลี่
ยนกรอบความคิ
ดได
ด
วยตนเอง เป
นการเรี
ยนรู
อย
างมี
อิ
สระทางความคิ
และตั
ดสิ
นใจในการแสวงหาความรู
เลื
อกคํ
าตอบหรื
อข
อสรุ
ปด
วยตนเอง
จะทํ
าให
เกิ
ดการ
เปลี่
ยนแปลงอย
างยั่
งยื
นทั้
งในด
านทั
ศนคติ
และพฤติ
กรรมซึ่
งจะส
งผลดี
ต
อสั
งคมโดยรวมสอดคล
อง
กั
บคํ
ากล
าวที่
ว
าความรั
บผิ
ดชอบต
อสั
งคมเมื่
อปฏิ
บั
ติ
ได
จนปลู
กฝ
งให
ลึ
กลงไปในจิ
ตใจแล
วจะกลาย
สํ
านึ
กที่
ดี
ที่
อยู
ภายในก็
จะสามารถกลายเป
นพฤติ
กรรมที่
ยั่
งยื
นได
(สุ
พจน
แก
วทราย, 2546)
สอดคล
องกั
บดวงเดื
อน พั
นธุ
มนาวิ
น (2539) กล
าวว
า การพั
ฒนาความรั
บผิ
ดชอบต
อสั
งคมในวั
ผู
ใหญ
นั้
น ควรพั
ฒนาจิ
ตใจโดยตรง คื
อ พั
ฒนาความรู
ความคิ
ด อารมณ
ทั
ศนคติ
บุ
คลิ
กภาพต
างๆ
และการปรั
บเปลี่
ยนกรอบความคิ
ดของแต
ละบุ
คคลเพื่
อให
เกิ
ดผลต
อพฤติ
กรรมมากกว
าจะไปพั
ฒนา
พฤติ
กรรมโดยตรง
1.2.3 การจากทดลองใช
โปรแกรมโปรแกรมการศึ
กษานอกระบบโรงเรี
ยน
ตามแนวคิ
ดของบอยล
เพื่
อเสริ
มสร
างความรั
บผิ
ดชอบต
อสั
งคมสํ
าหรั
บประชาชนผู
จั
ดรายการวิ
ทยุ
ชุ
มชนผู
วิ
จั
ยพบว
าองค
ประกอบการเสริ
มสร
างความรั
บผิ
ดชอบต
อสั
งคมประกอบด
วย
1.2.3.1 ประสบการณ
(Experience) ประสบการณ
ในการเรี
ยนรู
ของแต
ละคนมี
ความแตกต
างกั
นออกไปอาจเป
นผลมาจากสภาพแวดล
อมและการหล
อหลอมจาก
สั
งคม ซึ่
งผู
เรี
ยนสามารถนํ
ามาเป
นส
วนหนึ่
งของกระบวนการเรี
ยนรู
เพื่
อพั
ฒนาให
เกิ
ดแนวคิ
ดใหม
หรื
อเป
นแนวทางการปฏิ
บั
ติ
ในอนาคต ในเรื่
องความรั
บผิ
ดชอบต
อสั
งคมของสื่
อมวลชน ซึ่
สอดคล
องกั
บชิ
ดชงค
ส.นั
นทนาเนตร (2551) ได
สรุ
ปลั
กษณะที่
สํ
าคั
ญของการเรี
ยนรู
จากการ
ปรั
บเปลี่
ยนมโนทั
ศน
ว
าเป
นการเรี
ยนรู
จากประสบการณ
ของบุ
คคลซึ่
งประสบการณ
ของบุ
คคลเป
เนื้
อหาสํ
าคั
ญที่
จะนํ
าไปสู
กระบวนการปรั
บเปลี่
ยนมโนทั
ศน
และกระบวนการเรี
ยนรู
นี้
จะเกิ
ดขึ้
นได
จากบรรยากาศการเรี
ยนรู
หรื
อสภาพแวดล
อมของกลุ
มจากกระบวนการกลุ
มผู
อํ
านวยการการเรี
ยนรู
หรื
อผู
ดํ
าเนิ
นการกลุ
มมี
ส
วนช
วยกระตุ
นให
ผู
เรี
ยนหรื
อสมาชิ
กกลุ
มมองย
อนอดี
ตและให
ความหมาย
หรื
อแปลความหมายประสบการณ
ต
าง ๆ ในอดี
ตของบุ
คคล ตามกรอบความเชื่
อหรื
อการให
ความหมายในประสบการณ
เดิ
มนั้
น มี
ความสมเหตุ
สมผลหรื
อเหมาะสมหรื
อไม
สอดคล
องกั
Rogers (1996) ที่
อธิ
บายว
าประสบการณ
ทั้
งหมดของบุ
คคลเป
นสิ่
งที่
บุ
คคลจะรู
เฉพาะตนเท
านั้
และประสบการณ
ของบุ
คคลนี้
จะมี
การเปลี่
ยนแปลงและเพิ่
มพู
นอยู
ตลอดเวลามนุ
ษย
อยู
ในโลกของ
การเปลี่
ยนแปลงที่
มี
ตนเองเป
นศู
นย
กลาง เป
นประสบการณ
ที่
อาจเกิ
ดจากสิ่
งเร
าภายนอกและสิ่
งเร
1...,199,200,201,202,203,204,205,206,207,208 210,211,212,213,214,215,216,217,218,219,...374
Powered by FlippingBook