bk128 - page 208

271
อยู
ในรู
ปแบบของการอภิ
ปรายกลุ
มหรื
อลงพื้
นที่
สํ
ารวจชุ
มชน เพื่
อหาคํ
าตอบนั้
นๆ การตั
ดสิ
นใจคื
การที่
ผู
เรี
ยนตั
ดสิ
นใจเลื
อกคํ
าตอบ ในข
อคํ
าถามหรื
อสมมติ
ฐานที่
ตนเองได
ตั้
งไว
และตั
ดสิ
นใจ
ปรั
บเปลี่
ยนกรอบแนวคิ
ดด
วยตนเอง
(3) การตอกย้ํ
าข
อมู
ล (Avowals) การที่
ผู
สอนและผู
เรี
ยน
สรุ
ปบทเรี
ยน เน
นยํ
าข
อเท็
จจริ
ง จากข
อมู
ลที่
ผู
เรี
ยนได
ตั
ดสิ
นใจเลื
อก เพื่
อยื
นยั
นให
ผู
เรี
ยนเกิ
ดความ
มั่
นใจอี
กครั้
งหนึ่
1.2.2.3
ขั้
นหลั
งปฏิ
บั
ติ
งาน (Post-task) การตรวจสอบชิ้
นงานที่
ได
มอบหมายให
ผู
เรี
ยนในแต
ละวั
นสรุ
ปและประเมิ
นผล
จากขั้
นตอนดั
งกล
าวข
างต
นทํ
าให
สอดคล
องกั
บMezirow (1991)ที่
กล
าวว
า การเรี
ยนรู
เป
กระบวนการที่
บุ
คคลปรั
บเปลี่
ยนกรอบความคิ
ดที่
เคยยึ
ดถื
อมา (เช
นนิ
สั
ยสิ่
งที่
บุ
คคลยึ
ดถื
อ) ไปเป
มโนทั
ศน
ใหม
ที่
มี
ความครอบคลุ
มกว
าเดิ
ม เป
ดกว
าง มี
ความชั
ดเจน ก
อให
เกิ
ดความเปลี่
ยนแปลง
ความรู
สึ
กนึ
กคิ
ดได
เป
นมโนทั
ศน
ที่
เกิ
ดจากการวิ
พากษ
อดี
ตที่
ก
อให
เกิ
ดความเชื่
อขึ้
นมาใหม
และ
ความคิ
ดความเชื่
อนี้
ได
รั
บการยอมรั
บว
าเหมาะสม จะสามารถเป
นแนวทางในการปฏิ
บั
ติ
ได
ต
อไป
และสอดคล
องกั
บชิ
ดชงค
นั
นทนาเนตร (2549) กล
าวว
า กระบวนการปรั
บเปลี่
ยนมโนทั
ศน
เป
กระบวนการที่
บุ
คคลปรั
บโลกทั
ศน
ของตน ในกระบวนการนี้
บุ
คคลจะมี
การเปลี่
ยนแปลงเป
ขั้
นตอน 3ขั้
นตอนที่
สํ
าคั
ญคื
อ 1. ตระหนั
กว
าสมมติ
ฐานและแนวคิ
ดต
างๆมี
ผลต
อการคิ
ดอย
างไร
และทํ
าไมสมมติ
ฐานเหล
านี้
จึ
งมี
ผลต
อกระบวนการคิ
ดความเข
าใจและความรู
สึ
กของตนและต
อสิ่
ต
างๆ รอบตั
ว 2. บุ
คคลเริ่
มปรั
บเปลี่
ยนกรอบความคิ
ดลั
กษณะนิ
สั
ยที่
จะช
วยให
เกิ
ดมโนทั
ศน
ใหม
ที่
มี
ความครอบคลุ
มและชั
ดเจน และเป
นมโนทั
ศน
ที่
คํ
านึ
งถึ
งองค
ประกอบหลายๆด
าน 3. บุ
คคล
ปฏิ
บั
ติ
หรื
อทํ
าการตั
ดสิ
นใจในเรื่
องต
างๆ โดยใช
ความรู
ความเข
าใจที่
พั
ฒนาขึ้
นมาใหม
หรื
อใช
มโน
ทั
ศน
ใหม
นี้
เป
นแนวทางการปฏิ
บั
ติ
และHabermas (1981) กล
าวว
า หลั
กการสื่
อสารที่
ดี
ระหว
าง
ผู
เรี
ยนและผู
สอน เป
นเหมื
อนการเริ่
มต
นปู
พรมแห
งความสนใจให
ผู
เรี
ยนแต
ละคนได
เริ่
ประสบการณ
ใหม
ในการเรี
ยนรู
อย
างเหมาะสม เหมื
อนเป
น Grounding Descriptive Statement ใน
การจะสร
างองค
ความรู
ให
ผู
เรี
ยน ด
วยการชี้
ให
เห็
นถึ
งสิ่
งจํ
าเป
นหรื
อสิ่
งสนใจต
างๆ ใกล
ตั
วของทุ
คนเป
นประการสํ
าคั
ญ เป
นกรอบแนวความคิ
ดเกี่
ยวกั
บการสร
างMeaning Perspective ให
กั
ผู
เรี
ยนผู
ใหญ
อย
างเป
นเหตุ
และผลและมี
ลํ
าดั
บขั้
นตอน และการให
คนสื่
อสารคุ
ยกั
นและแสดง
พฤติ
กรรมการสื่
อสารแบบ 2ทางด
วยกั
น จะทํ
าให
เกิ
ดการเข
าใจป
ญหาและการตอบสนองตามสิ่
เร
าต
างๆ ในแต
ละสถานการณ
ร
วมกั
นระหว
างผู
สอนและผู
เรี
ยน จนสามารถนํ
ามาสร
างองค
ความรู
ใหม
ๆ ได
จากการร
วมกั
นคิ
ดวิ
เคราะห
ป
ญหาต
างๆ ร
วมกั
น จนเกิ
ดเป
นNew Interpretation ใน
1...,198,199,200,201,202,203,204,205,206,207 209,210,211,212,213,214,215,216,217,218,...374
Powered by FlippingBook