271
อยู
ในรู
ปแบบของการอภิ
ปรายกลุ
มหรื
อลงพื้
นที่
สํ
ารวจชุ
มชน เพื่
อหาคํ
าตอบนั้
นๆ การตั
ดสิ
นใจคื
อ
การที่
ผู
เรี
ยนตั
ดสิ
นใจเลื
อกคํ
าตอบ ในข
อคํ
าถามหรื
อสมมติ
ฐานที่
ตนเองได
ตั้
งไว
และตั
ดสิ
นใจ
ปรั
บเปลี่
ยนกรอบแนวคิ
ดด
วยตนเอง
(3) การตอกย้ํ
าข
อมู
ล (Avowals) การที่
ผู
สอนและผู
เรี
ยน
สรุ
ปบทเรี
ยน เน
นยํ
าข
อเท็
จจริ
ง จากข
อมู
ลที่
ผู
เรี
ยนได
ตั
ดสิ
นใจเลื
อก เพื่
อยื
นยั
นให
ผู
เรี
ยนเกิ
ดความ
มั่
นใจอี
กครั้
งหนึ่
ง
1.2.2.3
ขั้
นหลั
งปฏิ
บั
ติ
งาน (Post-task) การตรวจสอบชิ้
นงานที่
ได
มอบหมายให
ผู
เรี
ยนในแต
ละวั
นสรุ
ปและประเมิ
นผล
จากขั้
นตอนดั
งกล
าวข
างต
นทํ
าให
สอดคล
องกั
บMezirow (1991)ที่
กล
าวว
า การเรี
ยนรู
เป
น
กระบวนการที่
บุ
คคลปรั
บเปลี่
ยนกรอบความคิ
ดที่
เคยยึ
ดถื
อมา (เช
นนิ
สั
ยสิ่
งที่
บุ
คคลยึ
ดถื
อ) ไปเป
น
มโนทั
ศน
ใหม
ที่
มี
ความครอบคลุ
มกว
าเดิ
ม เป
ดกว
าง มี
ความชั
ดเจน ก
อให
เกิ
ดความเปลี่
ยนแปลง
ความรู
สึ
กนึ
กคิ
ดได
เป
นมโนทั
ศน
ที่
เกิ
ดจากการวิ
พากษ
อดี
ตที่
ก
อให
เกิ
ดความเชื่
อขึ้
นมาใหม
และ
ความคิ
ดความเชื่
อนี้
ได
รั
บการยอมรั
บว
าเหมาะสม จะสามารถเป
นแนวทางในการปฏิ
บั
ติ
ได
ต
อไป
และสอดคล
องกั
บชิ
ดชงค
นั
นทนาเนตร (2549) กล
าวว
า กระบวนการปรั
บเปลี่
ยนมโนทั
ศน
เป
น
กระบวนการที่
บุ
คคลปรั
บโลกทั
ศน
ของตน ในกระบวนการนี้
บุ
คคลจะมี
การเปลี่
ยนแปลงเป
น
ขั้
นตอน 3ขั้
นตอนที่
สํ
าคั
ญคื
อ 1. ตระหนั
กว
าสมมติ
ฐานและแนวคิ
ดต
างๆมี
ผลต
อการคิ
ดอย
างไร
และทํ
าไมสมมติ
ฐานเหล
านี้
จึ
งมี
ผลต
อกระบวนการคิ
ดความเข
าใจและความรู
สึ
กของตนและต
อสิ่
ง
ต
างๆ รอบตั
ว 2. บุ
คคลเริ่
มปรั
บเปลี่
ยนกรอบความคิ
ดลั
กษณะนิ
สั
ยที่
จะช
วยให
เกิ
ดมโนทั
ศน
ใหม
ที่
มี
ความครอบคลุ
มและชั
ดเจน และเป
นมโนทั
ศน
ที่
คํ
านึ
งถึ
งองค
ประกอบหลายๆด
าน 3. บุ
คคล
ปฏิ
บั
ติ
หรื
อทํ
าการตั
ดสิ
นใจในเรื่
องต
างๆ โดยใช
ความรู
ความเข
าใจที่
พั
ฒนาขึ้
นมาใหม
หรื
อใช
มโน
ทั
ศน
ใหม
นี้
เป
นแนวทางการปฏิ
บั
ติ
และHabermas (1981) กล
าวว
า หลั
กการสื่
อสารที่
ดี
ระหว
าง
ผู
เรี
ยนและผู
สอน เป
นเหมื
อนการเริ่
มต
นปู
พรมแห
งความสนใจให
ผู
เรี
ยนแต
ละคนได
เริ่
ม
ประสบการณ
ใหม
ในการเรี
ยนรู
อย
างเหมาะสม เหมื
อนเป
น Grounding Descriptive Statement ใน
การจะสร
างองค
ความรู
ให
ผู
เรี
ยน ด
วยการชี้
ให
เห็
นถึ
งสิ่
งจํ
าเป
นหรื
อสิ่
งสนใจต
างๆ ใกล
ตั
วของทุ
ก
คนเป
นประการสํ
าคั
ญ เป
นกรอบแนวความคิ
ดเกี่
ยวกั
บการสร
างMeaning Perspective ให
กั
บ
ผู
เรี
ยนผู
ใหญ
อย
างเป
นเหตุ
และผลและมี
ลํ
าดั
บขั้
นตอน และการให
คนสื่
อสารคุ
ยกั
นและแสดง
พฤติ
กรรมการสื่
อสารแบบ 2ทางด
วยกั
น จะทํ
าให
เกิ
ดการเข
าใจป
ญหาและการตอบสนองตามสิ่
ง
เร
าต
างๆ ในแต
ละสถานการณ
ร
วมกั
นระหว
างผู
สอนและผู
เรี
ยน จนสามารถนํ
ามาสร
างองค
ความรู
ใหม
ๆ ได
จากการร
วมกั
นคิ
ดวิ
เคราะห
ป
ญหาต
างๆ ร
วมกั
น จนเกิ
ดเป
นNew Interpretation ใน