bk128 - page 212

275
1.2.3.5 การเลื
อกตั
ดสิ
นใจ (Choice/Change) การตั
ดสิ
นใจเลื
อกที่
จะคิ
ดหรื
อปฏิ
บั
ติ
ในสิ่
งใดสิ่
งหนึ่
ง หลั
งจากผ
านประสบการณ
การปรั
บเปลี่
ยนกรอบความคิ
ดการตั้
คํ
าถามหรื
อสมมติ
ฐาน และการคิ
ดเพื่
อหาข
อสรุ
ปมาแล
ว ดั
งนั้
นผู
เรี
ยนต
องเลื
อกที่
จะตั
ดสิ
นใจด
วย
ตั
วเอง ให
ถู
กต
องตามหลั
กจรยาบรรณสื่
อมวลชนหรื
อยึ
ดหลั
กความรั
บผิ
ดชอบต
อสั
งคม โดย
ปราศจากการบั
งคั
บหรื
อการชี้
นํ
าทางความคิ
ด จากบุ
คคลอื่
น เพื่
อให
สอดคล
องและเป
นประโยชน
สู
งสุ
ดต
อตั
วเองและส
วมรวมทั้
งในด
านการดํ
าเนิ
นชี
วิ
ตและการทํ
างานซึ่
งสอดคล
องกั
บLeonore
Langsdorf (อ
างถึ
งในชิ
ดชงค
สนั
นทนาเนตร 2549) กล
าวว
า การพั
ฒนาความสามารถในการ
ประเมิ
นเหตุ
ผลทั้
งที่
ชั
ดเจนและที่
ซ
อนเร
น เพื่
อที่
จะตั
ดสิ
นใจว
าควรยอมรั
บสิ่
งใดหรื
อเราควรจะทํ
อะไรต
อไป การตั
ดสิ
นใจนี้
ขึ้
นอยู
กั
บเหตุ
ผลที่
ดี
โดยไม
มิ
การถู
กบั
งคั
บ การเสี่
ยงทาย หรื
อการ
กํ
าหนดกรอบความคิ
1.2.3.6 การยื
นยั
นยอมรั
บ (Avowal/Acknowledgement) การที่
ผู
เรี
ยนคิ
ดและตั
ดสิ
นใจ ในเรื่
องต
างๆผ
านกระบวนการมาเป
นลํ
าดั
บขั้
นตอนในข
างต
น โดยยึ
ดหลั
จรรยาบรรณสื่
อมวลชนและความรั
บผิ
ดชอบต
อสั
งคมจนในที่
สุ
ดเกิ
ดการยื
นยั
นและยอมรั
บมาเป
วิ
ถี
หรื
อแนวทางปฏิ
บั
ติ
ซึ่
งสอดคล
องกั
บKrathwohl และBloom อ
างถึ
งในสุ
ภั
ทรา ภู
ษิ
ตรั
ตนาวลี
2547กล
าวว
า ในการเรี
ยนรู
ด
านจิ
ตพิ
สั
ย เมื่
อบุ
คคลได
รั
บการกระตุ
นจนเกิ
ดความสนในสิ่
งเร
าก็
จะ
เกิ
ดความยิ
นยอมหรื
อเต็
มใจที่
จะตอบสนองและสร
างความพึ
งพอใจในการตอบเร
าสิ่
งนั้
นๆ
1.2.3.7 การเรี
ยนรู
เพื่
อการเปลี่
ยนแปลง (Learning for Change)
ในขั้
นตอนสุ
ดท
ายของกระบวนการเรี
ยนรู
เพื่
อเสริ
มสร
างความรั
บผิ
ดชอบต
อสั
งคมทุ
กขั้
นตอนที่
กล
าวมาจะพบว
าจุ
ดเริ่
มต
นจะเริ่
มที่
ผู
เรี
ยนเป
นหลั
ก และในทุ
กขั้
นตอนต
องอาศั
ยผู
เรี
ยนเป
ศู
นย
กลางไม
ว
าจะเป
นการเริ่
มต
นที่
ประสบการณ
การปรั
บเปลี่
ยนจากภายในการตั้
งสมมติ
ฐานการ
คิ
ด การตั
ดสิ
นใจ และการยื
นยั
นยอมรั
บ ล
วนมาจากตั
วผู
เรี
ยนทั้
งสิ้
น ดั
งนั้
นเมื่
อจบขั้
นตอน
กระบวนการเรี
ยนรู
เพื่
อเสริ
มสร
างความรั
บผิ
ดชอบต
อสั
งคม จุ
ดมุ
งหมายของการเรี
ยนรู
คื
อ เพื่
อให
เกิ
ดการเปลี่
ยนแปลงในตั
วผู
เรี
ยน ซึ่
งสอดคล
องกั
บRogers 1993กล
าวว
า การเรี
ยนรู
ที่
เป
นการริ
เริ่
จากตนเอง จะเป
นการเรี
ยนรู
ที่
ส
งผลให
ตั
วผู
เรี
ยนเกิ
ดการเปลี่
ยนแปลงอย
างแท
จริ
ง และสามารถ
นํ
าไปใช
ให
เกิ
ดประโยชน
มากที่
สุ
ดและสอดคล
องกั
บPfeiffer and Jones(1983) กล
าวว
า เมื่
อผู
เรี
ยน
ได
ข
อสรุ
ปหรื
อองค
ความรู
ใหม
จะนํ
าสิ่
งที่
ได
รั
บนั้
นไปประยุ
กต
ใช
ในสถานการณ
ต
างๆที่
เกี่
ยวข
อง
และสร
างเป
นประสบการณ
ใหม
สํ
าหรั
บตนเองต
อไป
โปรแกรมการศึ
กษานอกระบบโรงเรี
ยนเพื่
อเสริ
มสร
างความรั
บผิ
ดชอบต
อสั
งคม
สํ
าหรั
บประชาชนผู
จั
ดรายการวิ
ทยุ
ชุ
มชนประกอบด
วยองค
ประกอบและขั้
นตอนการเรี
ยนรู
สามารถ
เขี
ยนเป
นรู
ปภาพได
ดั
งนี้
1...,202,203,204,205,206,207,208,209,210,211 213,214,215,216,217,218,219,220,221,222,...374
Powered by FlippingBook