222
เพลงที่
แสดงออกในเชิ
งเกี
้
ยวพาราสี
ของหนุ่
มสาว ขั
ดกั
บหลั
กปฏิ
บั
ติ
ของศาสนาอิ
สลาม
เนื่
องจาก “การเต้
นรํ
าประกอบดนตรี
เป็
นสิ่
งต้
องห้
าม เมื่
อนํ
ามารวมกั
บสิ่
งต้
องห้
ามก็
จะยิ่
งกลายเป็
น
สิ่
งต้
องห้
ามสํ
าหรั
บการเต้
นรํ
าที่
ไม่
มี
ดนตรี
ประกอบหรื
อประกอบกลองดุ
ฟ
1
เพี
ยงอย่
างเดี
ยวเท่
านั
้
น
ก็
จํ
ากั
ดให้
ทํ
าได้
เฉพาะในหมู
่
ผู
้
หญิ
งด้
วยกั
นและเด็
กๆ เท่
านั
้
นไม่
ถื
อเป็
นสิ่
งเหมาะสมสํ
าหรั
บผู
้
ชาย”
(อบู
บิ
ลาลมุ
สฏอฟาอั
ลคานาดี
. 2541 : 83)
อย่
างไรก็
ตาม ในกลุ่
มมุ
สลิ
มที่
ต้
องการอนุ
รั
กษ์
และสื
บทอดศิ
ลปะการแสดงพื
้
นบ้
านมี
การ
ตกลงร่
วมกั
นว่
าอนุ
โลมให้
เล่
นได้
ในลั
กษณะของการสาธิ
ตภายใต้
ขอบเขตที่
เหมาะสมปั
จจุ
บั
นบน
เกาะลั
นตามี
การฟื
้
นฟู
คณะรองแง็
งของชาวเลบ้
านสั
งกาอู
้
และชาวมุ
สลิ
มบ้
านร่
าหมาด เพื่
อการ
อนุ
รั
กษ์
และเผยแพร่
วั
ฒนธรรม
ปั
ญหาเรื่
องการแสดงพื
้
นบ้
านไม่
ได้
เกิ
ดขึ
้
นเฉพาะในกลุ่
มชาวมุ
สลิ
มเกาะลั
นตาเท่
านั
้
นแต่
มี
การแสดงทั
ศนะที่
หลากหลายแตกต่
างกั
นในสั
งคมมุ
สลิ
มทั่
วไปดั
งเช่
นงานเขี
ยนของนู
รี
ยั
นสาแหล๊
ะ
(2540 : 95-119) เกี่
ยวกั
บสถานภาพของมะโย่
ง การละเล่
นพื
้
นบ้
านของชาวมุ
สลิ
มในสามจั
งหวั
ด
ภาคใต้
และในประเทศมาเลเซี
ยว่
า นั
กวิ
ชาการและนั
กวั
ฒนธรรมของประเทศมาเลเซี
ยต้
องจั
ด
สั
มมนาทางวิ
ชาการเพื่
อหาข้
อพิ
สู
จน์
ว่
ามะโย่
งขั
ดกั
บหลั
กคํ
าสอนในศาสนาอิ
สลามหรื
อไม่
ส่
วน
ทางจั
งหวั
ดชายแดนภาคใต้
ของไทย ชาวบ้
านไม่
กล้
าจั
ดให้
มี
การละเล่
นในหมู
่
บ้
านเกรงจะถู
กครหาว่
า
ไม่
สนใจข้
อห้
ามทางศาสนา อย่
างไรก็
ตามแม้
จะมี
การยอมรั
บว่
าในพิ
ธี
กรรมการเล่
นมะโย่
งมี
สิ่
งที่
ขั
ดแย้
งกั
บหลั
กศาสนาอิ
สลามหลายขั
้
นตอน เช่
นการใช้
คาถาที่
กล่
าวถึ
ง ผี
วิ
ญญาณสิ่
งศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
์
ที่
เป็
นความเชื่
อดั
้
งเดิ
มผสมผสานกั
บความเชื่
อในลั
ทธิ
ฮิ
นดู
ที่
สื
บทอดมาจากบรรพบุ
รุ
ษ แต่
เขามี
ความเห็
นว่
าควรสนั
บสนุ
นให้
สื
บสานและอนุ
รั
กษ์
มะโย่
งไว้
ในฐานะที่
เป็
นมรดกทางวั
ฒนธรรม
ของท้
องถิ่
น เนื่
องจากในศาสนาอิ
สลามไม่
ได้
ห้
ามมนุ
ษย์
สร้
างวั
ฒนธรรม เพราะวั
ฒนธรรมและ
ศาสนาเป็
นสองสิ่
งที่
เป็
นหนึ
่
งเดี
ยวแยกจากกั
นไม่
ได้
มนุ
ษย์
ต้
องการความสุ
ขสมบู
รณ์
ทั
้
งทางร่
างกาย
และจิ
ตใจ เพื่
อยื
นยั
นความคิ
ดดั
งกล่
าว เขาได้
นํ
าแนวคิ
ดของซี
ดี
ฆาซั
ลบา (Gazalba. 1982 : 52-53;
อ้
างอิ
งจากนู
รี
ยั
นสาแหล๊
ะ. 2540 : 95-119)มาสนั
บสนุ
นว่
า “ในการดํ
ารงชี
วิ
ตของอิ
สลามอั
นดั
บแรก
คื
อความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างมนุ
ษย์
กั
บพระเจ้
า นั่
นคื
อการนั
บถื
อศาสนา และความสั
มพั
นธ์
ระหว่
าง
มนุ
ษย์
กั
บมนุ
ษย์
นั่
นคื
อวั
ฒนธรรมศาสนามุ่
งหาความสงบสุ
ขนิ
รั
นดรในโลกหน้
า และวั
ฒนธรรม
สร้
างความสงบสุ
ขในการดํ
ารงชี
วิ
ตในโลกนี
้
และจะส่
งผลในโลกหน้
าด้
วย”นานาทั
ศนะเกี่
ยวกั
บการ
1
ดนตรี
ชนิ
ดเดี
ยวที่
อนุ
ญาตให้
เฉพาะผู
้
หญิ
งและเด็
กชาวมุ
สลิ
ม ใช้
ตี
ประกอบการเต้
นรํ
า ร้
องเพลงที่
บริ
สุ
ทธิ
์
ไม่
เกี่
ยวกั
บความรั
กและการกระทํ
าที่
ผิ
ดศี
ลธรรมได้
มี
การกํ
าหนดขนาดเส้
นผ่
าศู
นย์
กลางของหน้
ากลองประมาณ
20-30 เซนติ
เมตร