215
ห่
อผ้
าขาว 7ชั
้
น ศพผู
้
ชายห่
อผ้
าขาว 3ชั
้
น แต่
ละชั
้
นโรยด้
วยกํ
ามะถั
นพั
บชายผ้
าด้
านซ้
ายทั
บขวา
ทุ
กชั
้
นห่
อด้
วยเสื่
ออี
กชั
้
น โต๊
ะอิ
หม่
ามทํ
าพิ
ธี
สวดผู
้
มาร่
วมงานช่
วยกั
นบริ
จาคเงิ
น ข้
าวสารนํ
้
าตาล
ที่
ใช้
ในงานหลั
งจากนั
้
นทํ
าพิ
ธี
ละหมาดญะนาซะฮฺ
หรื
อละหมาดคนตายศพผู
้
ชายโต๊
ะอิ
หม่
ามยื
น
ตรงศี
รษะศพ ศพผู
้
หญิ
งจะยื
นข้
างตั
วศพ การเตรี
ยมหลุ
มฝั
งศพ ขุ
ดดิ
นลึ
กประมาณ 1.5 เมตร
กว้
างยาวประมาณ 1 เมตร เจาะผนั
งดิ
นด้
านทิ
ศตะวั
นออกให้
เป็
นโพรงตามแนวทิ
ศเหนื
อและใต้
กว้
างยาวกว่
าขนาดผู
้
ตายเล็
กน้
อยก่
อนฝั
งศพเปิ
ดหน้
าศพยกศพวางตามความยาวของโพรงที่
ขุ
ดไว้
ผลั
กให้
ตะแคงขวาหั
นหน้
าไปทางตะวั
นตกวางแผ่
นกระดานปิ
ดปากโพรง เขี่
ยดิ
นกลบหลุ
มยื
นขอดู
อาฮฺ
ปากหลุ
มเป็
นอั
นเสร็
จพิ
ธี
ลู
กหลานไปอ่
านอั
ลกุ
รอ่
านที่
กรุ
โบร หรื
อสุ
สาน3-7คื
นหลั
งจากนั
้
นจะ
ทํ
าบุ
ญช่
วง40วั
น,100วั
น,วั
นอี
ดิ
้
ลอั
ฎฮา (ราหยาญี
)และวั
นอี
ดิ
้
ลฟิ
ตรี
(ราหยาออกบวช) จะไปเยี่
ยม
สุ
สานด้
วย (วิ
ทยา โบบทอง.สั
มภาษณ์
: 11ตุ
ลาคม2553)
ปั
จจุ
บั
นประเพณี
การเกิ
ด การโกนผมไฟพิ
ธี
เปิ
ดปากเด็
ก และพิ
ธี
ขึ
้
นเปล
ในกลุ่
มมุ
สลิ
มเกาะลั
นตายั
งคงปฏิ
บั
ติ
อยู
่
แต่
ส่
วนใหญ่
นิ
ยมไปทํ
าคลอดที่
โรงพยาบาลและกลั
บมา
ทํ
าพิ
ธี
ที่
บ้
าน เช่
นเดี
ยวกั
บพิ
ธี
เข้
าสุ
หนั
ต ยั
งคงมี
ประเพณี
นี
้
อยู
่
แต่
ใช้
เครื่
องมื
อแพทย์
หรื
อบางรายไป
ให้
แพทย์
ที่
โรงพยาบาลขลิ
บให้
ส่
วนประเพณี
แต่
งงาน ยั
งคงนิ
ยมเลื
อกคู
่
แต่
งงานที่
เป็
นมุ
สลิ
ม
ด้
วยกั
นหรื
อหากแต่
งกั
บคนต่
างศาสนาอี
กฝ่
ายจะต้
องเปลี่
ยนศาสนามาเป็
นอิ
สลามจึ
งจะเป็
นที่
ยอมรั
บและแม้
ว่
าชาวมุ
สลิ
มรุ่
นใหม่
จะจั
ดงานเลี
้
ยงแต่
งงานและออกบั
ตรเชิ
ญเช่
นเดี
ยวกั
บชาวไทย
พุ
ทธและ ชาวจี
นแต่
จะต้
องมี
พิ
ธี
นิ
กะฮฺ
ควบคู
่
กั
นไปด้
วย
หลั
กการปฏิ
บั
ติ
ในชี
วิ
ตประจํ
าวั
น
ในศาสนาอิ
สลามยั
งมี
หลั
กปฏิ
บั
ติ
ในชี
วิ
ตประจํ
าวั
น
เช่
นการทั
กทายการขอบคุ
ณการขอโทษ การแต่
งกายและอาหารการกิ
นฯลฯ
การทั
กทายและคํ
ากล่
าวในชี
วิ
ตประจํ
าวั
น
เมื่
อพบกั
นมุ
สลิ
มจะแสดงออกถึ
งความเป็
น
มิ
ตรและสร้
างความคุ
้
นเคยในฐานะที่
เป็
นพี่
น้
องมุ
สลิ
มด้
วยการกล่
าวคํ
าว่
า “อั
สสลามุ
อะลั
ยกุ
ม”
(ขอสั
นติ
จงมี
แด่
ท่
าน)ผู
้
ถู
กทั
กทายจะตอบรั
บด้
วยคํ
าว่
า “วะอะลั
ยกุ
มมุ
สลาม” (ความสั
นติ
จงมี
แด่
ท่
าน
เช่
นกั
น) และก่
อนจะทํ
าอะไรในสิ่
งที่
ดี
จะต้
องกล่
าวคํ
าว่
า “บิ
สมิ
ลลา” (ด้
วยพระนามของอั
ลเลาะฮฺ
)
เมื่
อทํ
ากิ
จนั
้
นเสร็
จสิ
้
นจะกล่
าวคํ
าว่
า “อั
ลฮั
มดุ
ลิ
ลลาฮฺ
” (บรรดาการสรรเสริ
ญเป็
นของอั
ลเลาะฮฺ
)
(บรรจง บิ
นกาซั
น. 2546 : 45-48)หรื
อแม้
กระทั่
งการจามหรื
อสํ
านึ
กผิ
ดหรื
อต้
องการขอบคุ
ณใคร
ก็
จะมี
คํ
ากล่
าวและคํ
ากล่
าวตอบทั
้
งสิ
้
น
อั
ตลั
กษณ์
ด้
านภาษา
ชาวมุ
สลิ
มส่
วนใหญ่
เป็
นกลุ่
มมลายู
-สยามอพยพมาจากเมื
องสตู
ลและ
ไทรบุ
รี
ซึ
่
งพู
ดภาษาไทยปนศั
พท์
ภาษามลายู
ในช่
วงแรกมี
การเรี
ยนการสอนภาษามลายู
ในสุ
เหร่
า
และมี
การพู
ดภาษามลายู
สํ
าเนี
ยงแบบชาวมลายู
-สยามระยะหลั
งพู
ดภาษามลายู
ผสมภาษาไทยสํ
าเนี
ยง
เพี
้
ยนๆซึ
่
งชาวบ้
านเรี
ยกว่
า “พู
ดแปรแหรด” ในช่
วง80ปี
หลั
งใช้
ภาษาไทยในการติ
ดต่
อสื่
อสารบน