ทิ
พวรรณ พ่
อขั
นชาย
ทบทวนวรรณกรรม / 16
ไม่
ดี
ต่
อวิ
ชาคณิ
ตศาสตร์
ถึ
งกั
บไม่
ยอมเลื
อกเรี
ยนวิ
ชานี
้
ในระดั
บสู
งๆต่
อไปทั
้
งๆที่
เขามี
ความสามารถ
ในด้
านนี
้
เป็
นอย่
างมากซึ
่
งแน่
นอนว่
าประสบการณ์
ที่
เกิ
ดขึ
้
นจริ
งและมี
ผลกระทบต่
อทั
ศนคติ
และ
การศึ
กษาต่
อของนั
กเรี
ยนดั
งกล่
าวนี
้
ไม่
ได้
อยู
่
ในวั
ตถุ
ประสงค์
เชิ
งพฤติ
กรรมที่
กํ
าหนดไว้
ในหลั
กสู
ตร
แต่
อย่
างไร แต่
เป็
นอิ
ทธิ
พลของหลั
กสู
ตรแฝงตามความหมายของMichael Apple แต่
ที่
สํ
าคั
ญคื
อ
พฤติ
กรรมแฝงเหล่
านี
้
ไม่
ได้
มี
การวั
ดและประเมิ
นอย่
างเป็
นรู
ปธรรมสิ่
งที่
ทํ
าการวั
ดอย่
างจริ
งจั
งเป็
น
รู
ปธรรมมากที่
สุ
ดในระบบโรงเรี
ยนคื
อการวั
ดความรู
้
ของนั
กเรี
ยน
อี
กแนวคิ
ดหนึ
่
งในเรื่
องหลั
กสู
ตรแฝงของMichael Apple, 1986 (อ้
างในสํ
าลี
ทองธิ
ว
การศึ
กษาและอํ
านาจ 2529: 67-72) มองว่
า เมื่
อเรามองถึ
งหลั
กสู
ตรแฝงสั
งคมต้
องการคนที่
เชื่
องและ
อยู
่
ในกรอบดั
งนั
้
นโรงเรี
ยนจะใช้
ระบบหลั
กสู
ตรแฝง เพื่
อทํ
าให้
เกิ
ดความมั่
นใจกั
บสั
งคมว่
านั
กเรี
ยน
ที่
ตนผลิ
ตจะมี
คุ
ณลั
กษณะเชื่
องอยู
่
ในกรอบตามต้
องการ โดยวั
ฒนธรรมในโรงเรี
ยนเป็
นสิ่
งที่
เกิ
ด
ขึ
้
นอยู
่
ในชี
วิ
ตประจํ
าวั
นของครู
และนั
กเรี
ยน ดั
งนั
้
นจึ
งเท่
ากั
บว่
าเป็
นสิ่
งมี
ชี
วิ
ต และเพราะว่
ามั
นอยู
่
ระหว่
างทางสองแพร่
ง คื
อระหว่
างอาณาจั
กรของระบบเศรษฐกิ
จ และระบบวั
ฒนธรรมในสั
งคม
หลั
กการและกระบวนการควบคุ
ม จึ
งไม่
อาจใช้
ได้
อย่
างตรง ๆ ภายในโรงเรี
ยน แต่
Apple ก็
ได้
ชี
้
ให้
เห็
นว่
ายั
งมี
การมองในแง่
อื่
นๆอี
กนั่
นคื
อเรื่
องของการดํ
าเนิ
นชี
วิ
ตประจํ
าวั
นของคนในสั
งคม ยั
ง
มี
ลั
กษณะความสั
มพั
นธ์
แบบพึ
่
งพาอาศั
ยกั
นและกั
นระหว่
างสถาบั
นการศึ
กษา กั
บสถาบั
นเศรษฐกิ
จ
โดยสถาบั
นในสั
งคมมี
ความสั
มพั
นธ์
และสามารถโต้
ตอบกั
นได้
ทั
้
งเชิ
งคล้
อยตามและขั
ดแย้
งกั
นซึ
่
ง
เป็
นเหตุ
ให้
นั
กเรี
ยนบางกลุ่
มสามารถแสดงพฤติ
กรรมต่
อต้
านข้
อกํ
าหนดบางอย่
างทางสั
งคมได้
อย่
างไรก็
ตามเวลาที่
พิ
จารณาการศึ
กษาคงต้
องดู
ว่
านโยบายและความรู
้
ของรั
ฐจะแปรมา
สู
่
การศึ
กษาในโรงเรี
ยนได้
อย่
างไร Michael Apple, 2001 ชี
้
ว่
า เราควรพิ
จารณาพื
้
นที่
หรื
อเวที
การศึ
กษาออกเป็
น 3 เวที
คื
อ เวที
แรกคื
อ เวที
“การผลิ
ต” (production) ที่
ที่
ความรู
้
ใหม่
จะถู
กสร้
าง/
พั
ฒนาขึ
้
นมา เวที
ที่
สองคื
อ เวที
“การผลิ
ตซํ
้
า” (reproduction) ที่
ที่
การเรี
ยนการสอนและหลั
กสู
ตร
แสดงบทบาทจริ
งในโรงเรี
ยน เวที
ที่
สามคื
อ เวที
ของการ “สร้
างบริ
บทใหม่
” (recontexualizing) ที่
ที่
วาทกรรมจากเวที
ที่
หนึ
่
งซึ
่
งผ่
านการยื
้
อแย่
งไว้
แล้
ว และแปรสู
่
วาทกรรมการเรี
ยนการสอนและการ
สนั
บสนุ
นจากรั
ฐ
Anderson, 1998 (อ้
างใน ศิ
วรั
กษ์
ศิ
วารมย์
2551: 99) เสนอแนวคิ
ดเรื่
องอํ
านาจที่
ประกอบเป็
นเนื
้
อหนึ
่
งของความสั
มพั
นธ์
ทางสั
งคม โดยเฉพาะสั
งคมปั
จจุ
บั
นที่
อํ
านาจแสดงออกผ่
าน
ความสั
มพั
นธ์
ทางสถาบั
นที่
จั
ดระเบี
ยบวี
ธี
คิ
ดของพวกเราไว้
และแสดงการกระทํ
าผ่
านการควบคุ
ม
ตนเอง รู
ปแบบใหม่
ของอํ
านาจคื
อชี
วิ
ตประจํ
าวั
น งานประจํ
า เวลา การเคลื่
อนไหว อํ
านาจได้
หยั่
ง
รากลึ
กลงไปในจิ
ตวิ
ญญาณด้
วย ไม่
ว่
าจะเป็
นการกํ
าหนดผิ
ดถู
กดี
ชั่
วบรรทั
ดฐาน/เบี่
ยงเบนสิ่
งที่
ควร