ne191 - page 208

183
ชนิ
ดใด ไม่
ว่
าจะเป็
นประเด็
นทางวั
ฒนธรรมหลั
กบทบาทชายหญิ
ง เชื
อชาติ
ชาติ
พั
นธุ
ซึ
งแสดงออก
ผ่
านตํ
าราเรี
ยนในสถานศึ
กษา การศึ
กษาในสามมิ
ติ
พร้
อม ๆ กั
นคื
อ พื
นที่
(space) ความรู
(knowledge) และอํ
านาจ (power) อี
กทั
งนั
กการศึ
กษาแนววิ
พากษ์
ต้
องทบทวน เรื่
องวิ
ถี
การผลิ
ตที่
สั
งคมพั
ฒนาจากอุ
ตสาหกรรมสู
หลั
งอุ
ตสาหกรรมภายใต้
ระบบทุ
นนิ
ยมโลกทุ
น (capital) มิ
ได้
มี
ความหมายว่
าเป็
นสิ่
งภายนอกเช่
น เงิ
น เครื่
องจั
กร แต่
เป็
นสิ่
งที่
อยู
ในตั
วคน ในการสร้
างความเป็
ตั
วตนคื
อความคิ
ดวั
ฒนธรรมดั
งนั
นโรงเรี
ยนหรื
อสถานศึ
กษาจึ
งเป็
นสถานที่
(site)สํ
าหรั
บการผลิ
ทั
งความรู
เชิ
งวิ
พากษ์
และปฏิ
บั
ติ
การทางสั
งคมการเมื
อง โรงเรี
ยนจะต้
องให้
การศึ
กษานั
กเรี
ยนและทํ
ให้
พวกเขากลายเป็
นคนที่
มี
ลั
กษณะกล้
าคิ
ด เพื่
อทํ
าให้
สั
งคมเกิ
ดการเปลี่
ยนแปลงและเป็
นประชากรที่
มี
ลั
กษณะวิ
พากษ์
ถ้
าพิ
จารณาดู
จะเห็
นว่
าตลอดเวลาที่
ผ่
านมา โรงเรี
ยนจะทํ
าให้
นั
กเรี
ยนเป็
นเพี
ยงวั
ตถุ
ชิ
นหนึ
งที่
คิ
ดได้
โรงเรี
ยนต้
องค้
นหาภาษาแห่
งการวิ
พากษ์
และความหวั
งที่
จะทํ
าให้
นั
กเรี
ยนสามารถที่
จะสรุ
ปรวมมโนทั
ศน์
ความสั
มพั
นธ์
อย่
างเป็
นระบบระหว่
างความฝั
นกั
บความจริ
ง”
โรงเรี
ยนบ้
านท่
าล้
งและชุ
มชนชาวบรู
ยั
งขาดคุ
ณลั
กษณะการเรี
ยนการสอนเชิ
งวิ
พากษ์
(Critical pedagogy) กล่
าวคื
อลั
กษณะหลั
กสู
ตรของโรงเรี
ยนและชุ
มชน รวมทั
งหลั
กสู
ตรแฝงไม่
ได้
มุ่
งเน้
นประเด็
นการวิ
พากษ์
การพู
ดคุ
ยหรื
อทํ
ากิ
จกรรมเพื่
อสะท้
อนถึ
งปั
ญหาของสั
งคมหรื
อชุ
มชน
รวมถึ
งปฏิ
บั
ติ
การทางสั
งคมการเมื
องการเรี
ยนการสอนในชั
นเรี
ยนส่
วนใหญ่
มั
กจะเป็
นเพี
ยงการเรี
ยน
ตามหนั
งสื
อเรี
ยนตามหลั
กสู
ตรขั
นพื
นฐานแม้
แต่
การเรี
ยนวิ
ชาสั
งคมศึ
กษาที่
เกี่
ยวข้
องกั
บประเด็
นทาง
สั
งคมก็
มิ
ได้
มี
การถกประเด็
นพู
ดคุ
ยถึ
งปั
ญหาหรื
อสภาวการณ์
ของสั
งคมไทยและของชุ
มชนชาวบรู
ในปั
จจุ
บั
นการเรี
ยนรู
ส่
วนใหญ่
เป็
นการสื่
อสารทางเดี
ยวครู
ไม่
ค่
อยเปิ
ดโอกาสให้
เด็
กได้
แสดงความ
คิ
ดเห็
นหรื
อเปิ
ดประเด็
นทางสั
งคมเพื่
อสร้
างพื
นที่
/เวที
การสนทนาร่
วมกั
นระหว่
างครู
กั
บเด็
กนั
กเรี
ยน
หรื
อระหว่
างเด็
กนั
กเรี
ยนด้
วยกั
น ทํ
าให้
เด็
กชาวบรู
ยั
งขาดกระบวนการคิ
ดและสร้
างมโนทั
ศน์
ความสั
มพั
นธ์
อย่
างเป็
นระบบระหว่
างความความฝั
นจิ
นตนาการและความเป็
นจริ
งทางสั
งคมได้
นอกจากนี
ยั
งมี
ประเด็
นแนวคิ
ดเกี่
ยวกั
บความรุ
นแรงเชิ
งสั
ญลั
กษณ์
(Symbolic violence)
โดยBourdieu1977 (อ้
างในสุ
ภางค์
จั
นทวานิ
ช 2551: 240-241) ได้
เสนอแนวคิ
ดหลั
กเกี่
ยวกั
บกลไก
ที่
ทํ
าให้
เกิ
ดความไม่
เท่
าเที
ยมกั
นทางสั
งคมว่
า “ความรุ
นแรงเชิ
งสั
ญลั
กษณ์
(Symbolic violence) คื
การสร้
างภาพลวงตาที่
ถู
กกํ
าหนดให้
เกิ
ดขึ
นผ่
านความยิ
นยอมและกลายสภาพเป็
นการถู
กครอบงํ
การถู
กครอบงํ
าที่
เกิ
ดขึ
นไม่
สามารถถู
กส่
งกลั
บคื
นไปยั
งผู
ครอบงํ
าได้
เพราะความเข้
าใจสภาพการณ์
และความสั
มพั
นธ์
ที่
มี
ต่
อผู
ถู
กครอบงํ
าใช้
ความรู
เป็
นเครื่
องมื
อ “ความรู
” จึ
งเป็
นแบบของโครงสร้
าง
ความสั
มพั
นธ์
ในการครอบงํ
าทํ
าให้
ความสั
มพั
นธ์
ในการครอบงํ
าปรากฏขึ
นอย่
างเป็
นธรรมชาติ
โดยผู
ถู
กครอบงํ
าไม่
รู
ตั
ว ระบบการศึ
กษาคื
อรู
ปแบบของการใช้
ความรุ
นแรงเชิ
งสั
ญลั
กษณ์
โดยชนชั
ครอบงํ
า”พบว่
า โรงเรี
ยนมี
การใช้
ความรู
เป็
นเครื่
องมื
อในการสร้
างสํ
านึ
กความเป็
นไทย ความรั
1...,198,199,200,201,202,203,204,205,206,207 209,210,211,212,213,214,215,216,217,218,...244
Powered by FlippingBook