st124 - page 168
153
การปฏิ
สั
มพั
นธ์
ด้
านภาษาและการศึ
กษา
ในยุ
คแรกเริ่
มมี
การปฏิ
สั
มพั
นธ์
ทุ
กกลุ่
มชาติ
พั
นธุ
์
ต่
างมี
ภาษาพู
ดที่
เป็
นอั
ตลั
กษณ์
ของตนเอง
ชาวจี
นส่
วนใหญ่
ใช้
ภาษาจี
นฮกเกี
้
ยนชาวมุ
สลิ
มใช้
ภาษามลายู
ถิ่
นซึ
่
งอยู
่
ในตระกู
ลภาษาออสโตรเนเซี
ยน
และภาษาไทยถิ่
นใต้
ชาวเลใช้
ภาษาอู
รั
กลาโว้
ยซึ
่
งอยู
่
ในตระกู
ลภาษาเดี
ยวกั
บภาษามลายู
ชาวไทยใช้
ภาษาไทยถิ่
นใต้
และภาษาไทยกลาง
ต่
อมา เมื่
อมี
การปฏิ
สั
มพั
นธ์
กั
นมากขึ
้
น จํ
าเป็
นต้
องเรี
ยนรู
้
ภาษาพู
ดของกั
นและกั
นเพื่
อ
ความสะดวกและความเข้
าใจตรงกั
นในการติ
ดต่
อสื่
อสารดั
งที่
ประสม กิ
จค้
า (สั
มภาษณ์
:15 เมษายน
2550)ชาวจี
นคนหนึ
่
งเล่
าว่
า“สมั
ยก่
อนคนจี
นพู
ดภาษาชาวเลและภาษามลายู
ได้
เพราะเปิ
ดร้
านขายของ
ภายหลั
งชาวเลและมุ
สลิ
มหั
ดพู
ดภาษาไทยกั
นหมด เพราะลู
กๆ เข้
าโรงเรี
ยน”
บุ
ญช่
วย ไหวพริ
บ (สั
มภาษณ์
: 12กรกฎาคม 2550) ก็
ยื
นยั
นว่
า “พ่
อแม่
เป็
นชาวจี
นแต่
พู
ด
ภาษาชาวเลกั
บชาวเลที่
มาทํ
างานในสวนและออกมาซื
้
อของในตลาดได้
”
ส่
วนเมตตา ละงู
(สั
มภาษณ์
: 5กุ
มภาพั
นธ์
2549) เล่
าว่
า “พ่
อผมเป็
นมุ
สลิ
มทํ
างานเป็
น
ลู
กเรื
อคนจี
น แล่
นเรื
อไปปี
นั
งพู
ดภาษามลายู
และภาษาจี
นได้
” เมื่
อมี
การปฏิ
สั
มพั
นธ์
กั
นนานเข้
า
ทุ
กกลุ่
มชาติ
พั
นธุ
์
ต่
างมี
การยื
มภาษาต่
างกลุ่
มมาผสมผสานกั
บภาษาของตน
หลั
งจากก่
อตั
้
งอํ
าเภอแล้
วประมาณปี
พ.ศ. 2460 ก่
อนการประกาศใช้
พระราชบั
ญญั
ติ
ประถมศึ
กษา (พ.ศ.2464) มี
การก่
อตั
้
งโรงเรี
ยนบนเกาะลั
นตานั
บเป็
นความร่
วมมื
อของรั
ฐชาติ
และ
ชุ
มชนอี
กด้
านหนึ
่
งที่
ส่
งผลเชื่
อมโยงไปถึ
งพลวั
ตการปฏิ
สั
มพั
นธ์
ของชาวเกาะลั
นตา เช่
น
การชั
กชวนชุ
มชนเข้
ามาช่
วยกั
นสร้
างอาคารเพื่
อก่
อตั
้
งโรงเรี
ยนร่
วมกั
บรั
ฐ การศึ
กษาในระบบ
โรงเรี
ยนทํ
าให้
ภาษาพู
ด ภาษาเขี
ยน และวั
ฒนธรรมสยามเข้
ามาเป็
นแกนกลางในการสื่
อสาร
โดยครู
ซึ
่
งมี
ทั
้
งชาวไทยชาวมุ
สลิ
มและชาวไทยเชื
้
อสายจี
นมี
บทบาทในการเชื่
อมประสานทั
้
งด้
าน
ความรู
้
และวั
ฒนธรรมอั
นหลากหลาย เปิ
ดโอกาสให้
ชาวลั
นตาทุ
กกลุ่
มชาติ
พั
นธุ
์
ทั
้
งเด็
กและผู
้
ใหญ่
เข้
าเรี
ยนหนั
งสื
อในโรงเรี
ยนเดี
ยวกั
น โดยใช้
ภาษาไทยเป็
นสื่
อในการสอนการร้
องเพลงชาติ
ไทย
ทุ
กเช้
าก่
อนเข้
าชั
้
นเรี
ยนการตั
้
งชื่
อเด็
กนั
กเรี
ยนเป็
นภาษาไทยเพื่
อใช้
เรี
ยกในโรงเรี
ยนการชั
กชวนให้
เด็
กนั
กเรี
ยนลู
กหลานชาวจี
นเปลี่
ยนจากแซ่
มาใช้
นามสกุ
ล ในสมั
ยเจ้
าคุ
ณรั
ษฎานุ
ประดิ
ษฐ์
เพื
่
อจะ
ได้
มี
สิ
ทธิ
์
เรี
ยนหนั
งสื
อระดั
บสู
ง ๆ
นอกจากนั
้
นการให้
เด็
กเข้
าเรี
ยนในโรงเรี
ยนยั
งก่
อให้
เกิ
ดการปฏิ
สั
มพั
นธ์
ระหว่
างครู
กั
บ
ผู
้
ปกครองของนั
กเรี
ยนด้
วย เนื่
องจากผู
้
ปกครองต้
องนํ
าเด็
กมาสมั
ครเรี
ยนครู
ก็
ต้
องไปตรวจเยี่
ยม
สอบถามพฤติ
กรรมของเด็
กที่
บ้
านดั
งคํ
าบอกเล่
าของสุ
ชาดา อุ
กฤษณ์
. (สั
มภาษณ์
: 20สิ
งหาคม
2552) ซึ
่
งเคยเรี
ยนหนั
งสื
อที่
เกาะลั
นตาว่
า “ตอนกลางคื
นเด็
กนั
กเรี
ยนทุ
กบ้
านจะจุ
ดตะเกี
ยงอ่
าน
1...,158,159,160,161,162,163,164,165,166,167
169,170,171,172,173,174,175,176,177,178,...308