st118 - page 40
30
รู
ปแบบการเปลี
่
ยนแปลงทางสั
งคม
การเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมที่
เกิ
ดขึ
้
นนั
้
นมี
สาเหตุ
ที่
สํ
าคั
ญมาจากการเปลี่
ยนแปลงที่
เป็
นไป
ตามธรรมชาติ
ประการหนึ่
ง กั
บการเปลี่
ยนแปลงที่
เกิ
ดขึ
้
นจากมนุ
ษย์
เป็
นผู
้
กระทํ
าอี
กประการหนึ่
ง
แต่
ในกระบวนการของการเปลี่
ยนแปลงสามารถทํ
าให้
เกิ
ดรู
ปแบบของการเปลี่
ยนแปลง 2 แบบคื
อ
รู
ปแบบแรกการเปลี
่
ยนแปลงแบบเส้
นตรง
เป็
นการเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมที่
กล่
าวว่
าทุ
กสั
งคมจะมี
วิ
วั
ฒนาการแบบเดี
ยวกั
นตลอด โดยเปลี่
ยนแปลงจากสั
งคมที่
มี
ความเจริ
ญของอารยธรรมขั
้
นตํ่
า
ไปสู
่
สั
งคมที่
มี
ความเจริ
ญของอารยธรรมระดั
บสู
งขั
้
นต่
อไป นั
กวิ
ชาการที่
เสนอรู
ปแบบของการ
เปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมแบบเส้
นตรงได้
แก่
ออกุ
สต์
กองต์
เลวิ
ส เฮนรี่
มอร์
แกน และคาร์
ลมาร์
กซ์
เป็
นต้
น
รู
ปแบบที
่
สองการเปลี
่
ยนแปลงแบบวั
ฏจั
กร
เป็
นการเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมที่
ไม่
มี
ความ
สมํ่
าเสมอ สั
งคมจะมี
จุ
ดเริ่
มต้
น จากนั
้
นจะค่
อยๆ เจริ
ญก้
าวหน้
าขึ
้
นเรื่
อย ๆ จนถึ
งที่
สุ
ดก็
จะเสื่
อม
สลายไป คล้
ายกั
บความเจริ
ญของมนุ
ษย์
ที่
เริ่
มจากเด็
กทารก เติ
บโตเป็
นวั
ยรุ่
น วั
ยผู
้
ใหญ่
วั
ยชรา
และในที่
สุ
ดก็
ตายจากไปหรื
อหากเปรี
ยบเที
ยบการเปลี่
ยนแปลงเป็
นเวลาในวั
นหนึ่
ง ๆคื
อ เริ่
มจาก
เช้
ามื
ด สว่
าง และมื
ด แล้
วค่
อย ๆ กลั
บมาเช้
าใหม่
ซึ่
งการเปลี่
ยนแปลงแบบนี
้
เมื่
อสั
งคมมี
ความ
เจริ
ญถึ
งจุ
ดสู
งสุ
ดแล้
ว ก็
จะค่
อย ๆ เสื่
อมสลายลง โดยไม่
ได้
สู
ญหายไป แต่
จะมี
การปรั
บปรุ
งและ
เจริ
ญขึ
้
นมาใหม่
เช่
นสั
งคมของกรี
กอี
ยิ
ปต์
จี
นอิ
นเดี
ย เป็
นต้
น
การเปลี
่
ยนแปลงทางสั
งคมและวั
ฒนธรรม
การเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมและวั
ฒนธรรมมี
นั
กวิ
ชาการหลายท่
านได้
กล่
าวถึ
งและเสนอ
แนวคิ
ดต่
างๆ ตามกระแสการเปลี่
ยนแปลง ตามแนวคิ
ดของผ่
องพั
นธ์
มณี
รั
ตน์
(2540) ได้
เสนอ
แนวคิ
ดไว้
3กระแสหลั
กกล่
าวคื
อ
กระแสแรก
แนวคิ
ดเกี่
ยวกั
บเรื่
องสมดุ
ลของโครงสร้
างและหน้
าที่
ของสั
งคมแนวคิ
ดนี
้
ถื
อว่
าหน้
าที่
ของสถาบั
นต่
างๆ ในสั
งคมและวั
ฒนธรรมเกี่
ยวข้
องกั
นถ้
าเกิ
ดการ
เปลี่
ยนแปลงไปในส่
วนใดส่
วนหนึ่
งแล้
ว ก็
ย่
อมทํ
าให้
เกิ
ดการเปลี่
ยนแปลงในส่
วนต่
างๆ ต่
อไป
นอกจากนี
้
แล้
วส่
วนประกอบต่
างๆภายในสั
งคมอาจเกิ
ดการขั
ดแย้
งกั
นเองได้
เมื่
อเกิ
ดความขั
ดแย้
ง
กั
นแล้
วก็
จะส่
งผลให้
เกิ
ดความตึ
งเครี
ยด ซึ่
งความตึ
งเครี
ยดดั
งกล่
าวทํ
าให้
เกิ
ดแนวคิ
ดที่
แตกต่
างกั
น
หลายแบบที่
นํ
าไปสู
่
การเปลี่
ยนแปลงจากเดิ
มเล็
กน้
อยจนถึ
งมากขึ
้
น แม้
ว่
าการเปลี่
ยนแปลงทาง
สั
งคม และวั
ฒนธรรมจะเกิ
ดขึ
้
นเรื่
อยๆ ก็
ตาม แต่
การเปลี่
ยนแปลงนั
้
นก็
มี
กระบวนการบางอย่
าง
เกิ
ดขึ
้
น เพื
่
อรั
กษาวั
ฒนธรรมเดิ
มเช่
นเดี
ยวกั
น การเกิ
ดกระบวนการเหล่
านี
้
ทํ
าให้
การเปลี่
ยนแปลง
เป็
นไปอย่
างล่
าช้
า
กระแสที
่
สอง
แนวคิ
ดเกี่
ยวกั
บเรื่
องตั
วกํ
าหนดทางเศรษฐกิ
จ แนวคิ
ดนี
้
เป็
นการใช้
แนวคิ
ดของคาร์
ลมาร์
กซ์
(Karl Marx) โดยอธิ
บายว่
า รู
ปแบบของการผลิ
ตหรื
อวิ
ถี
ชี
วิ
ตที่
เกี่
ยวข้
อง
กั
บการผลิ
ตเป็
นตั
วกํ
าหนดวิ
ถี
ชี
วิ
ตมนุ
ษย์
เพราะโครงสร้
างทางเศรษฐกิ
จเป็
นพื
้
นฐานของโครงสร้
าง
ด้
านสั
งคม การเมื
อง สติ
ปั
ญญา และความนึ
กคิ
ด โดยทั่
วไปไม่
ใช่
สามั
ญสํ
านึ
กของมนุ
ษย์
ที่
เป็
น
1...,30,31,32,33,34,35,36,37,38,39
41,42,43,44,45,46,47,48,49,50,...290