st118 - page 32
22
ตลอดเวลาด้
วยดั
งนั
้
นบริ
บทหรื
อสิ่
งแวดล้
อมระดั
บต่
าง ๆ รอบตั
วปั
จเจกบุ
คคลจึ
งมี
อิ
ทธิ
พลโดยตรง
ทั
้
งในด้
านการผลิ
ตซํ
้
าสิ่
งเดิ
มและการสร้
างสรรค์
สิ่
งใหม่
ของสั
งคม ขึ
้
นกั
บคุ
ณลั
กษณะของ
กระบวนการเรี
ยนรู
้
และระดั
บปฏิ
สั
มพั
นธ์
ในกระบวนการเรี
ยนรู
้
ของมนุ
ษย์
กั
บสิ่
งแวดล้
อมนั
้
น ๆ
โดยนั
ยนี
้
การลดหายไปของจิ
ตสํ
านึ
กทางสั
งคมในยุ
คสมั
ยใหม่
จึ
งสั
มพั
นธ์
กั
บวิ
ถี
ชี
วิ
ตของสั
งคมใน
ยุ
คทั
นสมั
ย (Modernization) หรื
อโลกาภิ
วั
ตน์
(Globalization) หรื
ออี
กนั
ยหนึ่
งคื
อการเปลี่
ยนแปลง
ไปของระบบความสั
มพั
นธ์
ในระดั
บต่
าง ๆ มี
ผลกระทบต่
อกระบวนการเรี
ยนรู
้
ด้
านจิ
ตสํ
านึ
กทาง
สั
งคมมากที่
สุ
ดซึ่
งวั
ฒนธรรมการเรี
ยนรู
้
เพื่
อจิ
ตสํ
านึ
กต่
อสั
งคมหรื
อชุ
มชนก่
อนการพั
ฒนาไปสู
่
ความ
ทั
นสมั
ยนั
้
น วั
ฒนธรรมการเรี
ยนรู
้
ในยุ
คชุ
มชน มี
ลั
กษณะสํ
าคั
ญที่
ส่
งเสริ
มจิ
ตสํ
านึ
กชุ
มชนหรื
อ
ส่
วนรวมดั
งนี
้
1. กระบวนการเรี
ยนรู
้
ได้
สร้
างและพั
ฒนาความรู
้
ที่
สอดคล้
องกั
บชี
วิ
ตจริ
งอย่
าง
รอบด้
าน มี
บู
รณาการทั
้
งระดั
บบุ
คคลและชุ
มชน สามารถใช้
ประโยชน์
ในการดํ
ารงชี
วิ
ต อย่
าง
ครอบคลุ
มเป็
นองค์
รวม(ร่
างกาย-จิ
ตใจ-สั
งคม-ธรรมชาติ
) คื
อมี
ทั
้
งความรู
้
ในด้
านทํ
ามาหากิ
นที่
อยู
่
อาศั
ย รั
กษาสุ
ขภาพ ฯลฯความรู
้
เกี่
ยวกั
บระบบธรรมชาติ
เพื่
อการดํ
ารงชี
วิ
ตทางกายภาพให้
อยู
่
รอด
ปลอดภั
ย และมี
องค์
ความรู
้
ในการนํ
าจิ
ตใจของมนุ
ษย์
ให้
เข้
าถึ
งหรื
อสั
มผั
สกั
บอุ
ดมคติ
สั
จธรรมสิ่
ง
เหนื
อธรรมชาติ
ฯลฯ โดยถื
อว่
าเป็
นความรู
้
ที่
มี
คุ
ณค่
าสู
งสุ
ดอั
นสะท้
อนว่
าวั
ฒนธรรมการเรี
ยนรู
้
สมั
ย
เดิ
มให้
คุ
ณค่
ากั
บความรู
้
ในด้
านจิ
ตใจ (จิ
ตวิ
ญญาณ) มากที่
สุ
ดยิ่
งไปกว่
านั
้
นยั
งให้
ความรู
้
ดั
งกล่
าว
เป็
นแกนกลางของการใช้
ความรู
้
อื่
นในวิ
ถี
ชี
วิ
ตประจํ
าวั
นด้
านอื่
นด้
วยทํ
าให้
ระบบความสั
มพั
นธ์
ทุ
ก
ระดั
บพึ่
งพาอาศั
ยกั
นอย่
างเอื
้
ออาทรต่
อกั
น ไม่
ว่
าระหว่
างมนุ
ษย์
กั
บมนุ
ษย์
และมนุ
ษย์
กั
บธรรมชาติ
ดั
งนั
้
น กระบวนการเรี
ยนรู
้
ในสั
งคมไทยยุ
คชุ
มชนจึ
งมี
อิ
ทธิ
พลช่
วยพั
ฒนารากฐานทางจริ
ยธรรม
ให้
แก่
สั
งคมไทยมาอย่
างยาวนาน
2. การที่
กระบวนการเรี
ยนรู
้
และความรู
้
ส่
วนใหญ่
เกิ
ดและพั
ฒนาอยู
่
ภายในระบบ
ความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างมนุ
ษย์
ระดั
บต่
าง ๆ และมนุ
ษย์
กั
บธรรมชาติ
โดยมี
การแลกเปลี่
ยนเรี
ยนรู
้
ระหว่
างกั
นสู
งมากมี
ผลให้
วั
ฒนธรรมการเรี
ยนรู
้
ในยุ
คชุ
มชนไม่
มี
ค่
านิ
ยมกํ
าหนดให้
ใครเป็
นเจ้
าของ
ความรู
้
หรื
อผู
กขาดการใช้
ความรู
้
หากส่
วนใหญ่
มี
ลั
กษณะของการแบ่
งปั
นความรู
้
มากกว่
า ตาม
ลั
กษณะความสั
มพั
นธ์
ที่
เอื
้
อเฟื
้
อแบ่
งปั
น กระบวนการเรี
ยนรู
้
จึ
งเป็
นกลไกพั
ฒนาความร่
วมมื
อ
ร่
วมใจความเอื
้
ออาทร มากกว่
าการแข่
งขั
นแก่
งแย่
งชิ
งดี
การทํ
าลายล้
างกั
นนอกจากนี
้
การยอมรั
บ
ว่
า"ผู
้
รู
้
"คื
อผู
้
อาวุ
โสที่
มี
ความรู
้
และมี
คุ
ณธรรมในศาสตร์
ที่
ถื
อกั
นว่
าสั
มพั
นธ์
กั
บระบบธรรมชาติ
หรื
อสิ่
ง
สู
งสุ
ด เช่
นพระสงฆ์
หมอยา หมอจํ
้
า หมอผี
ฯลฯ มี
ผลให้
ความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างผู
้
สอนและผู
้
เรี
ยน
หรื
อแม้
แต่
ผู
้
รู
้
กั
บบุ
คคลทั่
วไป เป็
นความสั
มพั
นธ์
ในเชิ
งพั
ฒนาคุ
ณธรรมไปโดยปริ
ยาย ไม่
ว่
าคุ
ณธรรม
1...,22,23,24,25,26,27,28,29,30,31
33,34,35,36,37,38,39,40,41,42,...290