๒๖
๓) ระดั
บอารมณ
(Emotion)
เป
นขั้
นของการเกิ
ดปฏิ
กิ
ริ
ยาที่
นอกเหนื
อการควบคุ
มจากความรู
สึ
กนึ
กคิ
ดและจิ
ตใจ เพราะภาพที่
มองเห็
นหรื
อเสี
ยงที่
ได
ยิ
นนั้
นทํ
า
ให
เกิ
ดความสะเทื
อนอารมณ
เรี
ยกอี
กอย
างว
า “ ฟ
งด
วยอารมณ
(Emotional Listening)” หรื
อ
ผลงานศิ
ลปะเหล
าที่
ทํ
าให
ผู
รั
บรู
มี
อารมณ
คล
อยตามไปได
ซึ่
งอาจจะมี
อารมณ
ต
าง ๆ กั
น เช
น
ความสุ
ขใจ เศร
าใจ ขบขั
นประทั
บใจ ฯลฯ
๔) ระดั
บจิ
ตวิ
ญญาณ (Spirit)
เป
นขั้
นของการเข
าถึ
งความงามที่
แท
จริ
ง ที่
พั
ฒนามาจากระดั
บอารมณ
จนสามารถเข
าถึ
งจิ
ตวิ
ญาณของผลงานนั้
นๆ เกิ
ดขึ้
นได
เพราะ
ผู
รั
บรู
ได
สั่
งสมประสบการณ
จนเกิ
ดทั
กษะการวิ
เคราะห
วิ
จารณ
ผลงานต
าง ๆ ได
อย
างมี
หลั
กการ
เพราะประสบการณ
ที่
ได
พบเห็
นและได
ยิ
นได
ฟ
งด
วยระยะเวลานานนั้
น จะทํ
าให
ผู
รั
บเข
าใจ
กระบวนการทั้
งหมดของผลงานได
จนนํ
าไปสู
ความซาบซึ้
ง (Appreciation) แห
งสุ
นทรี
ยรสนั้
น
๒.๔.๕ ทฤษฎี
ความคิ
ดสร
างสรรค
การทํ
างานของศิ
ลป
นนั้
นไม
จํ
าเป
นต
องคํ
านึ
งถึ
งความชอบหรื
อความไม
ต
องการ
หรื
อรสนิ
ยมของตนเอง หรื
อทั้
งผู
ดู
หรื
อผู
ซื้
อ ผู
สะสม นั
กวิ
จารณ
ภั
ณฑารั
กษ
หรื
อกรรมการตั
ดสิ
น
ให
ทุ
นหรื
อรางวั
ล สํ
าหรั
บความคิ
ดสร
างสรรค
นั้
นจะเกิ
ดขึ้
นได
จากบุ
คลิ
กและอุ
ปนิ
สั
ยของความช
าง
สั
งเกต ช
างคิ
ดช
างสงสั
ยใคร
รู
และรู
จั
กที่
จะต
องใช
คํ
าถามและค
นหาคํ
าตอบ ธรรมชาติ
ของศิ
ลป
น
ที่
มี
ความคิ
ดสร
างสรรค
นั้
นมั
กจะเป
นผู
ที่
มี
จิ
ตใจประณี
ตละเอี
ยดอ
อน สามารถมองเห็
น รั
บรู
เข
าใจ
และเข
าถึ
งคุ
ณค
าทางความงาม ความเป
นจริ
งของสรรพสิ่
งได
โดยง
าย ดั
งนั้
นการเป
ดใจกว
างไม
ยึ
ด
ติ
ดกั
บรสนิ
ยมเดิ
ม ๆ ชอบเดิ
ม ๆ จนเป
นความเคยชิ
น ไม
กลั
วการเปลี่
ยนแปลง ไม
กลั
วความ
ล
มเหลวจึ
งส
งผลต
อความคิ
ดสร
างสรรค
ของศิ
ลป
นอย
างไรก็
ตามความคิ
ดสร
างสรรค
ก็
สามารถที่
จะ
เกิ
ดขึ้
นได
จาก
๒๐
๒.๔.๕.๑ การกํ
าหนดโจทย
โจทย
มาจากแนวประเด็
น เรื่
องหรื
อป
ญหาหรื
อเทคนิ
คและวั
สดุ
ใหม
ๆ
ที่
อยู
รอบตั
วของศิ
ลป
น และตั
วศิ
ลป
นเองก็
มี
ความต
องการที่
จะแสวงหาให
กั
บตนเอง รวมทั้
งเพื่
อการ
ค
นคว
าหาความรู
สร
างความคิ
ดและหาคํ
าตอบใหม
ๆ อั
นจะนํ
าไปสู
ความคิ
ดใหม
ๆ ที่
อยู
นอกเหนื
อ
ความคิ
ดเดิ
มที่
คุ
นเคยอยู
๒.๔.๕.๒ การหาความรู
หรื
อแรงบั
นดาลใจใหม
ๆ
การค
นหาแรงบั
นดาลใจใหม
หรื
อการหาความรู
ทางศิ
ลปะใหม
ๆ หรื
อ
วิ
ทยาการสาขาอื่
น ๆ ที่
ตั
วศิ
ลป
นไม
เคยสนใจมาก
อน ทั้
งศิ
ลปะประเภทอื่
น ๆ เช
น จิ
ตรกรรม
ประติ
มากรรม สถาป
ตยกรรม มั
ณฑนศิ
ลป
การออกแบบสาขาต
าง ๆ วรรณศิ
ลป
คี
ตศิ
ลป
หรื
อ
ความรู
ทั
่
วไป เช
น วิ
ทยาศาสตร
ฟ
สิ
กส
ศาสนา ปรั
ชญามาเพิ่
มเติ
มเพื่
อการขยายโลกทั
ศน
(Vision) ให
กว
างขวางขึ้
น อั
นจะช
วยให
ศิ
ลป
นนั้
นสามารถสร
าง/เกิ
ดความคิ
ดใหม
ๆ มุ
มมองใหม
ๆ
ขึ้
นมาเพื่
อการสร
างสรรค
ผลงาน ซึ่
งแหล
งที่
สามารถให
แรงบั
นดาลใจนั้
นก็
อาจเป
นอะไรก็
ได
ที่
อยู
รอบตั
วศิ
ลป
น อาจเป
นสิ่
งแวดล
อมทางกายภาพทั้
งทางวั
ตถุ
ธรรมชาติ
สิ่
งแวดล
อมทางวั
ฒนธรรม
เช
น สวนสาธารณะ วั
ด หอสมุ
ด หอศิ
ลป
พิ
พิ
ธภั
ณฑ
โรงภาพยนตร
๒๐
ความคิ
ดสร
างสรรค
ผ
านผลงานสามารถสื่
อสารผ
านเนื้
อหาเรื่
องราว รู
ปแบบของศิ
ลปะ เทคนิ
ควิ
ธี
การสร
างผลงาน และ
วั
สดุ
อุ
ปกรณ
อ
านรายละเอี
ยดใน อิ
ทธิ
พล ตั้
งโฉลก. (๒๕๕๐).
แนวการสอนและสร
างสรรค
จิ
ตรกรรมขั้
นสู
ง.
กรุ
งเทพฯ : บริ
ษั
ท
อมริ
นทร
พริ้
นติ้
ง จํ
ากั
ด (มหาชน), หน
า ๑๖๓-๑๗๙