untitled - page 33

๒๓
เป
นสามั
ญสํ
านึ
กของมนุ
ษย
ที่
มี
อยู
ทุ
กยุ
คทุ
กสมั
ย เป
นสํ
านึ
กที่
ปรากฏตั้
งแต
ระดั
บป
จเจกชนไปจนถึ
กลุ
ม สํ
าหรั
บในสั
งคมสมั
ยใหม
นั้
นความเป
นอั
ตลั
กษณ
อาจเกิ
ดขึ้
นมาจากป
จจั
ยดั
งนี้
๑) อั
ตลั
กษณ
ชาติ
พั
นธุ
(Ethnic Identity)
เป
นอั
ตลั
กษณ
แบบดั้
งเดิ
ของคนเราก
อนที่
จะเปลี่
ยนแปลงมาสู
ตั
วตนในสั
งคมสมั
ยใหม
อั
นหมายถึ
งการมี
พื้
นที่
นั้
น ๆ หรื
อมี
อิ
ทธิ
พลของขนบธรรมเนี
ยมประเพณี
วั
ฒนธรรมเป
นตั
วกํ
าหนดรู
ปแบบของตั
วตนของบุ
คคล ที่
อาจมี
การเชื่
อมโยงถึ
งลั
กษณะทางชี
วภาพภาษา บ
านเรื
อน เสื้
อผ
าและอื่
น ๆ
๒) อั
ตลั
กษณ
สุ
นทรี
ยภาพ (Aesthetic Identity)
คื
อความงามที่
เป
ตั
วตนของที่
สามารถสั
มผั
สได
ด
วยประสาทสั
มผั
สที่
มาจากการรั
บรู
และรู
สึ
กต
อผลงานศิ
ลปกรรม
ธรรมชาติ
สิ่
งแวดล
อม รวมทั้
งความประณี
ตงดงามของจิ
ตใจ ความประณี
ตของการใช
ชี
วิ
ตส
วนตั
เมื่
อได
สั
มผั
สก็
เกิ
ดความรู
สึ
กมี
ความสุ
ข ความสดชื่
น ความเบิ
กบานใจหรื
ออาจจะเกิ
ดความรู
สึ
ในทางตรงกั
นข
าม การเกิ
ดความรู
สึ
กขึ้
นนี้
บางครั้
งอาจหาเหตุ
ผลมารองรั
บไม
ได
เนื่
องจากความ
งามและความไม
งาม ชอบหรื
อไม
ชอบนั
นไม
มี
ลั
กษณะเป
นรู
ปธรรม และไม
มี
ใครเป
นเจ
าของ
ครอบครองไว
ได
แต
เพี
ยงผู
เดี
ยวและไม
มี
ความยั่
งยื
น เพราะเวลาเป
นตั
วเปลี่
ยนแปลงทุ
กสิ่
งทุ
กอย
าง
จากมากสู
น
อยหรื
อจากน
อยสู
มาก มี
การเลื่
อนไหลไม
คงที่
ยื
นนาน ดั
งนั้
นการรั
บรู
ความงามจึ
งขึ้
นอยู
กั
บประสบการณ
การศึ
กษา เวลา ยุ
คสมั
ยและวั
ฒนธรรมของผู
รั
บรู
ด
วยเช
นกั
น แยกออกได
ดั
งนี้
๒.๑) สุ
นทรี
ยรสที่
เกิ
ดจากการสั
มผั
สด
วยลิ้
๒.๒) สุ
นทรี
ยสั
มผั
สที่
เกิ
ดจากการสั
มผั
สทางการมองเห็
๒.๓) สุ
นทรี
ยฆานที่
เกิ
ดจากการใช
จมู
กสั
มผั
๒.๔) สุ
นทรี
ยจั
กษ
อั
นเกิ
ดจากการใช
ตาในการสั
มผั
๒.๔.๔ ทฤษฎี
สั
ญญะ
ทฤษฎี
สั
ญญะ (Semiotics)ทฤษฎี
นี้
พั
ฒนาขึ้
นมาจากรากฐานความคิ
ดทาง
ภาษาศาสตร
โดยกล
าวว
า ความหมายประกอบด
วย สั
ญญะ (Sign) รหั
ส (Code) และวั
ฒนธรรม
(Culture) โซสซู
ร
(Saussure) ศาสตราจารย
ชาวสวิ
สผู
ให
กํ
าเนิ
ดศาสตร
นี้
ให
ความสนใจที่
การผลิ
ความหมายในการสื่
อสาร ให
ความสนใจวิ
ธี
ที่
ผู
ผลิ
ต สร
างสั
ญญะต
างๆ และแนวทางที่
ผู
อ
านสารจะ
เข
าใจสั
ญญะนั้
น ๆ ทฤษฎี
นี้
ให
ความสํ
าคั
ญแก
ผู
ผลิ
ตสาร (Producer) มากกว
าการเป
นแค
ผู
ส
งสาร
(Sender)และให
ความสํ
าคั
ญ (มิ
ติ
ทางความคิ
ด)แก
ผู
อ
านสาร(Reader)มากกว
าผู
รั
บสาร (Receiver)
สั
ญญะวิ
ทยา จึ
งเป
นการศึ
กษากระบวนการสร
างความหมาย (Signification) หรื
อวิ
ธี
การที่
จะ
นํ
าเอาสั
ญญะต
างๆ มาใช
ตี
ความหมายภายในตั
วบท (Text) อั
นเป
นผลผลิ
ตทั้
งหมดของการสื่
อสาร
เพี
ยร
ซ ยั
งแยกแยกประเภทของสั
ญญะ ออกเป
น ๓ กลุ
มดั
งนี้
๒.๔.๔.๑ Icon
เป
นสั
ญญะซึ่
งเป
นตั
วแทนที่
เหมื
อนหรื
อมี
ความคล
ายคลึ
งกั
บสิ
งที่
มั
นหมายถึ
ง ดั
งเช
น รู
ปถ
ายแผนที่
๒.๔.๔.๒ Index
เป
นสั
ญญะที่
มี
ความเกี่
ยวพั
นโดยตรงกั
บสิ่
งที่
อ
างถึ
ง เช
น เมื่
ได
กลิ่
นน้ํ
า หอม แสดงว
า มี
คนอยู
ในบริ
เวณนั้
น เมื่
อเห็
นผ
าอ
อมแขวนอยู
บนราวแสดงว
ามี
เด็
กอ
อน
๒.๔.๔.๓ Symbol
เป
นสั
ญญะซึ่
งให
ความหมายซึ่
งคนในบริ
บทหนึ่
ง ๆจะเข
าใจ
ร
วมกั
นได
เช
นป
ายจราจรบนท
องถนน
โรลอง บาร
ธส
(Roland Barthes) เห็
นว
าสั
ญญะเป
นกระบวนการ
สร
างความหมายขั้
นตอนแรก ซึ่
งสอดคลองกั
บที่
โซสซู
ร
(Saussure) ได
เสนอไว
ว
า หมายถึ
1...,23,24,25,26,27,28,29,30,31,32 34,35,36,37,38,39,40,41,42,43,...189
Powered by FlippingBook