103
การอธิ
บายผู
้
นํ
ามี
ฐานะและบทบาทสู
งกว่
าบุ
คคลทั่
วไป และภาวะดั
งกล่
าวแสดง
บทบาทอํ
านาจอิ
ทธิ
พลและความสามารถในการเคารพพระพุ
ทธศาสนาสมาชิ
กหรื
อผู
้
ตามปฏิ
บั
ติ
ตามความคิ
ดความต้
องการภาวะที่
มี
อิ
ทธิ
พลเหนื
อความคิ
ดและพฤติ
กรรมของผู
้
อื่
นนั
้
นแสดงความ
เป็
นผู
้
นํ
า โดยการใช้
บทบาทการทํ
างานของผู
้
นํ
าการเปลี่
ยนแปลงเชิ
งพุ
ทธที่
สามารถสร้
างประโยชน์
กั
บสมาชิ
กและผู
้
ตามให้
ได้
รั
บประโยชน์
โดยถ้
วนกั
น
สรุ
ปได้
ว่
าการนํ
าเนื
้
อหาการพั
ฒนาภาวะผู
้
นํ
าของปรี
ดา เรื
องวิ
ชาธร (2551)และนํ
า
หลั
กธรรมของผู
้
นํ
าในพระพุ
ทธศาสนาบางหมวดธรรมมาใช้
สนั
บสนุ
นเนื
้
อหาการพั
ฒนาภาวะผู
้
นํ
า
เพื่
อส่
งเสริ
มให้
เกิ
ดการพั
ฒนาภาวะผู
้
นํ
าการเปลี่
ยนแปลงเชิ
งพุ
ทธสํ
าหรั
บแม่
ชี
ไทยดั
งนี
้
พระธรรมปิ
ฎก (ป.อ.ปยุ
ตฺ
โต) (2545) ระบุ
ไว้
ในหลั
กพุ
ทธธรรมว่
ามรรคมี
องค์
8 มี
ดั
งนี
้
1. สั
มมาทิ
ฏฐิ
หมายถึ
ง ความคิ
ดเห็
น ความเข้
าใจที่
ดี
งามถู
กต้
อง เป็
น การเข้
าใจถู
ก
หรื
อการเห็
นชอบคื
อความรู
้
ความเข้
าใจอย่
างถ่
องแท้
ในอริ
ยสั
จ 4 รู
้
และเข้
าใจกุ
ศลและอกุ
ศลมู
ล
ไตรลั
กษณ์
และปฏิ
จจสมุ
ปบาทกฎธรรมชาติ
และความเป็
นไปของโลก
ธรรมที่
เกี่
ยวกั
บความรู
้
สึ
กนึ
กคิ
ด เกี่
ยวกั
บจิ
ตใจความเสื่
อมความเจริ
ญของจิ
ตใจความ
เดื
อดร้
อนและความสงบสุ
ขของจิ
ตใจจํ
าเป็
นต้
องนํ
ามาใช้
ในชี
วิ
ตประจํ
าวั
น
เมื่
อผู
้
นํ
าใดที่
มี
สั
มมาทิ
ฏฐิ
เป็
นที่
ตั
้
งในการดํ
าเนิ
นชี
วิ
ตผู
้
นํ
านั
้
นจะมี
ความคิ
ดที่
นํ
าไปสู
่
การ
กระทํ
า และคํ
าพู
ดในทางที่
ถู
กต้
อง เช่
น เมื่
อเกิ
ดปั
ญหาผู
้
นํ
าจะศึ
กษาปั
ญหาหรื
อเหตุ
แห่
งปั
ญหาที่
เป็
น
ทุ
กข์
จนถึ
งแก่
นให้
รู
้
ถึ
งความจริ
งที่
ถ่
องแท้
สาวไปหาเหตุ
ปั
จจั
ยโดยปราศจากอคติ
และกิ
เลสตั
ณหา
ใดๆ เพื่
อนํ
าไปสู
่
ปั
ญญาเพื่
อความเข้
าใจในการแก้
ไขปั
ญหาและเหตุ
การณ์
ต่
างๆที่
เกิ
ดขึ
้
น
2. สั
มมาสั
งกั
ปปะคื
อความคิ
ดชอบหมายถึ
งความคิ
ดที่
ถู
กต้
อง วางแนวจิ
ตของตนไว้
ในทางที่
จะก่
อให้
เกิ
ดคุ
ณประโยชน์
ทั
้
งแก่
ตนเองและผู
้
อื่
น และในการต่
อสู
้
อุ
ปสรรค เมื่
อผู
้
นํ
ามี
ความคิ
ดที่
ถู
กต้
องอั
นสื
บเนื่
องมาจากความเห็
นที่
ถู
กต้
องโดยมี
โยนิ
โสมนสิ
การเป็
นฐานผู
้
นํ
าสามารถ
กํ
าจั
ดความหลงผิ
ดต่
างๆออกไปจากความคิ
ดได้
แม้
แต่
การได้
รั
บข้
อมู
ลต่
างๆจากแหล่
งของปั
ญญาที่
เป็
นกั
ลยาณมิ
ตรทั
้
งหลาย ยั
งต้
องอาศั
ยโยนิ
โสมนสิ
การ พิ
จารณาว่
า แหล่
งปั
ญญานั
้
นๆ ถู
กต้
อง
หรื
อไม่
และข้
อมู
ลความรู
้
ต่
างๆที่
ได้
มานั
้
นถู
กต้
องเป็
นจริ
งหรื
อไม่
เพราะถ้
าได้
ข้
อมู
ลที่
ไม่
ถู
กต้
อง
อาจพาให้
ตนเข้
าใจผิ
ดและคิ
ดผิ
ดมากขึ
้
นไปอี
กความสํ
าคั
ญของโยนิ
โสมนสิ
การอี
กประการหนึ
่
ง
3. สั
มมาวาจาคื
อการมี
วาจาชอบบุ
คคลผู
้
มี
วาจาเป็
นกุ
ศลย่
อมสร้
างกุ
ศลและนํ
ากุ
ศลมา
สู
่
ตนการมี
สั
มมาวาจานั
้
นนอกจากการยึ
ดมั่
นในการไม่
ละเมิ
ดศี
ลข้
อ 4 ดั
งกล่
าวไว้
ในข้
างต้
นแล้
วยั
ง
มี
เพิ
่
มเติ
มในการมี
สั
มมาวาจาที่
สมบู
รณ์
สํ
าหรั
บผู
้
นํ
าดั
งนี
้