260
2.3 รู
ปแบบรายการวิ
ทยุ
ชุ
มชนประกอบด
วย รายการข
าว รายการพู
ดคุ
ยหรื
อรายการ
บรรยายรายการสั
มภาษณ
รายการสนทนา รายการสารคดี
รายการนิ
ตยสารและรายการสปอตวิ
ทยุ
2.4การใช
เสี
ยงอย
างถู
กต
องประกอบด
วยการใช
เสี
ยงผ
านสื่
อวิ
ทยุ
และการใช
ภาษาไทย
อย
างถู
กต
องเหมาะสมตามอั
กขรวิ
ธี
2.5ความรั
บผิ
ดชอบต
อสั
งคมในการเสนอข
าว
2.6ความรั
บผิ
ดชอบต
อสั
งคมในการแสดงความคิ
ดเห็
น
2.7ความรั
บผิ
ดชอบต
อสั
งคมในการประกาศโฆษณา
3. กิ
จกรรมการเรี
ยนรู
ที่
นํ
ากระบวนการจากการสั
งเคราะห
ทฤษฎี
การเรี
ยนรู
เน
นงานปฏิ
บั
ติ
การกระทํ
าเชิ
งภาษา และการเรี
ยนรู
โดยการปรั
บเปลี่
ยนมโนทั
ศน
จากกรอบแนวคิ
ดในการวิ
จั
ย
นํ
ามาใช
ในขั้
นตอนกระบวนการจั
ดกิ
จกรรมการเรี
ยนรู
เกี่
ยวกั
บความรั
บผิ
ดชอบต
อสั
งคม ในการ
จั
ดการสถานี
วิ
ทยุ
ชุ
มชนดั
งนี้
3.1 ขั้
นเตรี
ยมปฏิ
บั
ติ
งาน (Pre-task)
ชี้
แจงวั
ตถุ
ประสงค
ขั้
นตอนการเรี
ยนรู
และ
มอบหมายชิ้
นงาน ให
กั
บผู
เรี
ยน
3.2ขั้
นระหว
างปฏิ
บั
ติ
งาน (During-task)ประกอบด
วย
3.2.1) นํ
าเสนอข
อมู
ลข
อเท็
จจริ
ง (Constatives) ผู
สอนนํ
าเสนอข
อมู
ลข
าวสาร
เนื้
อหา และข
อเท็
จจริ
ง ในแต
ละสาระการเรี
ยนรู
แก
ผู
เรี
ยนอาจอยู
ในรู
ปแบบของการบรรยายหรื
อ
การสาธิ
ต เป
นต
น
3.2.2) การเกิ
ดปฏิ
กิ
ริ
ยาตอบรั
บจากผู
รั
บสาร (Regulative) ปฏิ
กิ
ริ
ยาตอบกลั
บจาก
ผู
เรี
ยนหลั
งจากที่
ผู
สอนได
ให
ข
อมู
ลเนื้
อหาสาระในขั้
นตอนที่
1 โดยสามารถแบ
งขั้
นตอนการเรี
ยนรู
ได
ดั
งนี้
3.2.2.1) ตั้
งสมมติ
ฐานผู
เรี
ยนตั้
งสมมติ
ฐานหรื
อข
อคํ
าถามที่
เกิ
ดขึ
้
นในผู
เรี
ยน
แต
ละคนหลั
งจากได
รั
บความรู
จากผู
สอน
3.2.2.2) ปรั
บเปลี่
ยนกรอบแนวคิ
ดผู
เรี
ยนปรั
บความคิ
ดเลื
อกหาคํ
าตอบ ในข
อ
คํ
าถามหรื
อสมมติ
ฐานที่
ผู
เรี
ยนแต
ละคนได
ตั้
งไว
อาจจะอยู
ในรู
ปแบบของการอภิ
ปรายกลุ
มหรื
อลง
พื้
นที่
สํ
ารวจชุ
มชน เพื่
อหาคํ
าตอบนั้
นๆ
3.2.2.3) ตั
ดสิ
นใจผู
เรี
ยนตั
ดสิ
นใจเลื
อกคํ
าตอบ ในข
อคํ
าถามหรื
อสมมติ
ฐานที่
ตนเองได
ตั้
งไว
และตั
ดสิ
นใจปรั
บเปลี่
ยนกรอบแนวคิ
ดด
วยตนเอง
3.2.3) การตอกย้ํ
าข
อมู
ล (Avowals) ผู
สอนสรุ
ปบทเรี
ยน เน
นยํ
าข
อเท็
จจริ
ง จาก
ข
อมู
ลที่
ผู
เรี
ยนได
ตั
ดสิ
นใจเลื
อกแล
ว