st120 - page 25

16
มหาวิ
ทยาลั
ยสุ
โขทั
ยธรรมาธิ
ราช (2537) ได้
แบ่
งการมี
ส่
วนร่
วมเป็
น 3 ประเภทคื
1. การมี
ส่
วนร่
วมในแนวระดั
บ เป็
นการมี
ส่
วนร่
วมแบบดั้
งเดิ
ม กํ
าหนดโดย
การเข้
าร่
วมเป็
นสมาชิ
กพรรคการเมื
อง การมี
ส่
วนร่
วมแบบนี้
ประชาชนจะเข้
ามี
ส่
วนในความ
พยายามที่
จะมี
อิ
ทธิ
พลต่
อการตั
ดสิ
นนโยบายต่
าง ๆ
2. การมี
ส่
วนร่
วมในแนวตั้
ง การที่
ประชาชนมี
ความสั
มพั
นธ์
ในเรื่
องต่
าง ๆ กั
ผู้
นํ
าหรื
อเจ้
าหน้
าที่
เพื่
อได้
รั
บผลประโยชน์
จากกั
นและกั
3. การมี
ส่
วนร่
วมในการบริ
หาร เป็
นการมี
ส่
วนร่
วมที่
เป็
นทั้
งในแนวนอนและ
แนวตั้
ง อาจเป็
นแบบของกิ
จกรรมที่
กลุ่
มผลประโยชน์
กํ
าหนดการตั
ดสิ
นใจในการบริ
หาร
แต่
มี
การเข้
าไปร่
วมมากกว่
า 2 แบบข้
างต้
2.2.6 ลั
กษณะและรู
ปแบบของการมี
ส่
วนร่
วม
ได้
มี
นั
กวิ
ชาการอธิ
บายเกี่
ยวกั
ลั
กษณะของการมี
ส่
วนร่
วมของประชาชนไว้
ดั
งนี้
บั
ญชร แก้
วส่
อง (2531) ได้
อธิ
บายถึ
งวิ
ธี
การมี
ส่
วนร่
วมใน2ลั
กษณะคื
อการมี
ส่
วนร่
วม
ทางตรงและการมี
ส่
วนร่
วมทางอ้
อม ดั
งนี้
1. การมี
ส่
วนร่
วมทางตรง คื
อ การเข้
าไปมี
ส่
วนร่
วมในลั
กษณะของการร่
วม
ปฏิ
บั
ติ
งาน รั
บผิ
ดชอบเพราะเป็
นหน้
าที่
โดยตรง
2. การมี
ส่
วนร่
วมทางอ้
อม
คื
เป็
นลั
กษณะกรรมการหรื
อผู้
แทน ซึ่
งไม่
ว่
จะร่
วมทางตรงหรื
อร่
วมทางอ้
อมจะมี
ภาระหน้
าที่
เหมื
อนกั
น คื
อ ร่
วมเสนอความคิ
ดเห็
ร่
วมในการตั
ดสิ
นใจ
กรรณิ
กา ชมดี
(2524 : อ้
างถึ
งใน ธงชั
ย จั
นทร์
รุ่
งเรื
อง, 2541) ได้
สรุ
ปรู
ปแบบของ
การมี
ส่
วนร่
วมออกเป็
น 10 แบบ คื
1. การมี
ส่
วนร่
วมการประชุ
ม (Attendance at Meeting)
2. การมี
ส่
วนร่
วมออกเงิ
น (Financial Contribution)
3. การมี
ส่
วนร่
วมเป็
นกรรมการ (Menbership Commitlees)
4. การมี
ส่
วนร่
วมเป็
นผู้
นํ
า (Position of Leacership)
5. การมี
ส่
วนร่
วมสั
มภาษณ์
(Interview)
6. การมี
ส่
วนร่
วมเป็
นผู้
ชั
กชวน (Solictor)
1...,15,16,17,18,19,20,21,22,23,24 26,27,28,29,30,31,32,33,34,35,...93
Powered by FlippingBook