15
2. ปั
จจั
ยทางเศรษฐกิ
จ ได้
แก่
อาชี
พ รายได้
และการเป็
นเจ้
าของที่
ดิ
นทํ
ากิ
น
ไม่
มี
ผลต่
อการเข้
ามามี
ส่
วนร่
วมของประชาชนในโครงการ
3. ปั
จจั
ยทางสั
งคม ได้
แก่
ความต้
องการมี
เกี
ยรติ
และการได้
รั
บการชั
กชวน
จากกรรมการหมู่
บ้
าน เพื่
อนบ้
าน ผู
้
ใหญ่
บ้
าน นายอํ
าเภอ และพั
ฒนากรอํ
าเภอ มี
ผลต่
อ
การมี
ส่
วนร่
วมของประชาชน
2.2.5 ประเภทของการมี
ส่
วนร่
วม
Bryant ant White (1982) แบ่
งกรณี
การมี
ส่
วนร่
วมออกเป็
น 3 ประเภท คื
อ
1. การมี
ส่
วนร่
วมในแนวระดั
บ (horizontal forms of participaton) เป็
น
การมี
ส่
วนร่
วมแบบดั้
งเดิ
มที่
กํ
าหนดโดยเข้
าร่
วมกั
นเป็
นสมาชิ
กพรรคการเมื
อง หรื
อพฤติ
กรรม
ทางการเมื
อง เช่
น การเลื
อกตั้
ง การรณรงค์
หาเสี
ยง กิ
จกรรมกลุ่
มผลประโยชน์
การแนะนํ
า
ชั
กชวน การมี
ส่
วนร่
วมแบบนี้
ประชาชนจะเข้
ามี
ส่
วนในความพยายามที่
จะมี
อิ
ทธิ
พลต่
อการ
ตั
ดสิ
นนโยบายต่
าง ๆ ซึ่
งมี
มากในช่
วงทศวรรษ 1950-1960
2. การมี
ส่
วนร่
วมในแนวตั้
ง (Vertical forms of participation) เกิ
ดใน
ช่
วงต่
อจากแบบที่
1การมี
ส่
วนร่
วมในแนวตั้
งเป็
นการที่
ประชาชนมี
ความสั
มพั
นธ์
ในเรื่
องต่
าง ๆ
กั
บผู้
นํ
าหรื
อเจ้
าหน้
าที่
เพื่
อได้
รั
บผลประโยชน์
จากกั
นและกั
น (mutually beneficial) เช่
น
โครงข่
ายของนาย
-บ่
าว และกลไกทางการเมื
องต่
าง ๆ ซึ่
งมี
มากในช่
วงทศวรรษ 1970
การมี
ส่
วนร่
วมทั้
ง 2 แบบข้
างต้
น ประชาชนไม่
ค่
อยให้
ความสนใจกั
บ
การมี
อิ
ทธิ
พลต่
อรั
ฐบาล แต่
จะสนใจที่
จะสร้
างความสั
มพั
นธ์
เป็
นการเฉพาะและการได้
รั
บ
ผลประโยชน์
ต่
าง ๆ จากรั
ฐบาล ซึ่
งส่
วนใหญ่
ก็
เป็
นเรื่
องของกระบวนการทางการเมื
อง
3. การมี
ส่
วนร่
วมในการบริ
หาร (participation in admimistrativeprocess)
เป็
นการมี
ส่
วนร่
วมที่
เป็
นทั้
งแบบแนวนอน และแนวตั้
ง อาจจะเป็
นแบบของกิ
จกรรมที่
กลุ่
ม
ผลประโยชน์
กํ
าหนดการตั
ดสิ
นใจในการบริ
หารหรื
อการแลกเปลี่
ยนระหว่
างนาย-บ่
าว อย่
างใด
อย่
างหนึ่
งแต่
มี
การเข้
าไปมากกว่
า 2 แบบข้
างต้
น เช่
น การตั
ดสิ
นใจยอมรั
บเทคโนโลยี
ใหม่
การวางแผนทํ
ากิ
จกรรมมุ
งหลั
งคาบ้
านร่
วมกั
นการวางแผนตลาดและการเข้
าร่
วมการฝึ
กอบรม
เป็
นต้
น