11
3. การบริ
หารรั
ฐกิ
จ คื
อ รั
ฐศาสตร์
(ค.ศ.1950-1970 ) เป็
นยุ
คที่
วิ
ชาการบริ
หารรั
ฐกิ
จได้
กลั
บคื
นไปเป็
น
สาขาหนึ่
งของวิ
ชารั
ฐศาสตร์
อี
กครั้
ง ทํ
าให้
มี
การกํ
าหนดสถาบั
นที่
จะศึ
กษาใหม่
ว่
า คื
อการบริ
หารราชการของรั
ฐบาล แต่
ไม่
ได้
พิ
จารณาสิ่
งที่
มุ่
งศึ
กษา (Focus) ไป และในยุ
คนี้
การศึ
กษาไม่
มี
ความก้
าวหน้
าในการศึ
กษามากนั
กและนั
กวิ
ชาการ
บริ
หารรั
ฐกิ
จเริ่
มเห็
นความต่ํ
าต้
อยและใช้
ประโยชน์
ของการศึ
กษาในแนวทางนี้
4. การบริ
หารรั
ฐกิ
จ คื
อวิ
ทยาการทางการบริ
หาร ( ค. ศ. 1956-1970 ) เป็
นช่
วงที่
นั
กวิ
ชาการทางการ
บริ
หารรั
ฐกิ
จได้
เริ่
มค้
นหาแนวทางใหม่
โดยได้
เริ่
มมาศึ
กษาถึ
งวิ
ทยาการทางการบริ
หาร ซึ่
งหมายถึ
งการศึ
กษาเกี่
ยวกั
บ
ทฤษฎี
องค์
การ(Organization Theory) และวิ
ทยาการจั
ดการ (Management Science) การศึ
กษาทฤษฎี
องค์
การเป็
น
การศึ
กษาของนั
กวิ
ชาการทางจิ
ตวิ
ทยาสั
งคม สั
งคมวิ
ทยาบริ
หารรั
ฐกิ
จ และบริ
หารรั
ฐกิ
จที่
จะช่
วยให้
เข้
าใจพฤติ
กรรมของ
องค์
การ พฤติ
กรรมของคนดี
ขึ้
น ส่
วนวิ
ทยาการจั
ดการเป็
นการศึ
กษาของนั
กวิ
ชาการทางด้
านสถิ
ติ
การวิ
เคราะห์
ระบบ
คอมพิ
วเตอร์
ศาสตร์
เศรษฐศาสตร์
และบริ
หารรั
ฐกิ
จ ที่
จะช่
วยให้
การบริ
หารมี
ประสิ
ทธิ
ภาพเพิ่
มขึ้
น และเพื่
อที่
จะใช้
วั
ด
ประสิ
ทธิ
ผลของการดํ
าเนิ
นงานได้
อย่
างถู
กต้
องแน่
นอนยิ่
งขึ้
น การศึ
กษาในพาราไดม์
นี้
จึ
งเป็
นการศึ
กษาที่
มุ่
งถึ
งสิ่
งหรื
อ
ประเด็
นที่
ศึ
กษา (Focus) แต่
ไม่
กํ
าหนดสถานที่
จะศึ
กษา (Lucus) เพราะมองว่
าการบริ
หารไม่
ว่
าจะเป็
นการบริ
หารรั
ฐกิ
จ
หรื
อธุ
รกิ
จ หรื
อสถาบั
นอะไรก็
ตามย่
อมไม่
มี
ความแตกต่
างกั
น
5. การบริ
หารรั
ฐกิ
จ คื
อการบริ
หารรั
ฐกิ
จ (ค.ศ. 1970 ) นั
กบริ
หารรั
ฐกิ
จได้
พยายามที่
จะสร้
างพาราไดม์
ใหม่
ๆ ขึ้
นมาแทนพาราไดม์
เก่
าๆ ที่
เคยมี
มาก่
อนจะเป็
นลั
กษณะของสหวิ
ทยาการ การสั
งเคราะห์
ความรู้
ความสามารถใน
สาขาวิ
ชาการต่
างๆ มาใช้
แก้
ปั
ญหาในสั
งคม ความโน้
มเอี
ยงไปสู่
เรื่
องที่
สะท้
อนให้
เห็
นถึ
งชี
วิ
ตในเมื
อง ความสั
มพั
นธ์
ทางการบริ
หารระหว่
างองค์
การของรั
ฐและองค์
การของเอกชน เขตแดนร่
วมกั
นระหว่
างเทคโนโลยี
และสั
งคม นอกจากนี้
นั
กวิ
ชาการบางคนยั
งสนใจเพิ่
มขึ้
นในเรื่
องของนโยบายศาสตร์
เศรษฐศาสตร์
การเมื
อง กระบวนการกํ
าหนด และการ
วิ
เคราะห์
นโยบายสาธารณะ และการวั
ดผลได้
ของนโยบาย อั
นเป็
นเรื่
องที่
มี
ความสั
มพั
นธ์
กั
นอย่
างแยกไม่
ออก
6. การจั
ดการภาครั
ฐ (Publicmanagement) ในทศวรรษ 1970 เมื่
อสาขาวิ
เคราะห์
นโยบายเริ่
มฝึ
กคน
เข้
าไปเป็
นนั
กบริ
หารในภาครั
ฐ ก็
เริ่
มเห็
นปั
ญหาทั
นที
ว่
า จํ
าเป็
นต้
องพั
ฒนาทั
กษะอื่
นเพิ่
มเติ
มนอกเหนื
อจากการสร้
าง
ทางเลื
อกนโยบาย ข้
อสํ
าคั
ญโอกาสที่
จะใช้
ทั
กษะวิ
เคราะห์
นโยบายนั้
นค่
อนข้
างน้
อย ผู้
บริ
หารเองก็
ต้
องการทั
กษะการ
จั
ดการมากกว่
า สถาบั
นที่
สอนสาขาการวิ
เคราะห์
นโยบายจึ
งเปิ
ดหลั
กสู
ตรใหม่
ๆ ในด้
านการจั
ดการ การวิ
เคราะห์
นโยบายจึ
งหั
นไปเรี
ยกแนวทางที่
เปิ
ดใหม่
นี้
ว่
า การจั
ดการภาครั
ฐ เนื้
อหาของหลั
กสู
ตรการจั
ดการภาครั
ฐ ก็
คื
อ หลั
กสู
ตร
การจั
ดการทั่
วไป ในยุ
คที่
หลั
กการบริ
หารรุ่
งโรจน์
ในสมั
ยนี
โอคลาสสิ
กนั่
นเอง โดยแบ่
งออกเป็
น 2 กลุ่
ม คื
อ กลุ่
มหลั
ก
เหตุ
ผลหรื
อจั
กรกลกั
บกลุ่
มมนุ
ษย์
หรื
อสิ่
งมี
ชี
วิ
ต การศึ
กษาของกลุ่
มหลั
กเหตุ
ผลจะเน้
นการเก็
บข้
อมู
ลและวิ
เคราะห์
ข้
อมู
ล
เพื
่
อตอบคํ
าถามทางการจั
ดการ เน้
นการวั
ดผลงานการให้
รางวั
ลโดยอาศั
ยผลงานที่
มี
หลั
กฐาน
ในช่
วงทศวรรษ 1970 หลั
กเหตุ
ผลครอบงํ
าความคิ
ดของการจั
ดการภาครั
ฐเกื
อบจะโดยสิ้
นเชิ
ง แต่
พอต้
น
ทศวรรษ 1980 หนั
งสื
อชื่
อ In Search of Execellence ของปี
เตอร์
(Peters) และ
วอเตอร์
แมน (Waterman) ได้
เปลี่
ยนความคิ
ดนี้
เพราะในหนั
งสื
อเล่
มนี้
ชี้
ให้
เห็
นว่
าความสํ
าเร็
จของบริ
ษั
ทอเมริ
กั
นส่
วน
ใหญ่
ไม่
ได้
ใช้
หลั
กเหตุ
ผล ตรงกั
นข้
ามกลั
บใช้
หลั
กสิ่
งมี
ชี
วิ
ตและกลยุ
ทธ์
ด้
านความเป็
นมนุ
ษย์
รวมทั้
งแนวทางวั
ฒนธรรม
องค์
การ หนั
งสื
อเล่
มนี้
จึ
งมี
ส่
วนกระตุ้
นการบริ
หารภาครั
ฐให้
หั
นมาสนใจมิ
ติ
มนุ
ษย์
ซึ่
งไม่
นานก็
แพร่
ไปทั่
วอาณาบริ
เวณ
ของการศึ
กษาการจั
ดการภาครั
ฐ นั
กวิ
ชาการหลายคนเริ่
มคิ
ดว่
าอาจสร้
างความเป็
นเลิ
ศให้
กั
บการบริ
หารภาครั
ฐได้