12
ตั
วอย่
างเช่
น การเสนอให้
ใช้
แนวทางการพั
ฒนาองค์
การ (Organizational development) การจั
ดการคุ
ณภาพรวมทั้
ง
องค์
การ (Total qualitymanagement) และการจั
ดการกลยุ
ทธ์
ที่
เน้
นวั
ฒนธรรม (Culturally oriented strategic
management)
นอกจากนั้
นกลุ่
มการจั
ดการภาครั
ฐยั
งแบ่
งแนวทางการศึ
กษาของตนออกเป็
นอี
ก 3 สาขา คื
อ การจั
ดการ
เชิ
งปริ
มาณหรื
อเชิ
งวิ
เคราะห์
ซึ่
งพั
ฒนามาจากการวิ
เคราะห์
นโยบายและเศรษฐศาสตร์
จะเน้
นการใช้
เทคนิ
คเชิ
งกลยุ
ทธ์
ชั้
นสู
งต่
างๆ เช่
น การพยากรณ์
การวิ
เคราะห์
ต้
นทุ
นผลประโยชน์
การจั
ดการเพื่
อการปลดปล่
อย เป็
นแนวคิ
ดที่
มองว่
า
ข้
าราชการไม่
ได้
เป็
นคนเลว ผู
้
บริ
หารภาครั
ฐเป็
นคนที่
มี
ความสามารถสู
งและรู้
วิ
ธี
การจั
ดการดี
แต่
ปั
จจุ
บั
นกํ
าลั
งติ
ดกั
บดั
ก
ของระบบที่
ไม่
มี
ประสิ
ทธิ
ภาพ เพื่
อที่
จะปลดปล่
อยข้
าราชการออกจากระบบนี้
นั
กการเมื
องและผู้
ที่
เกี่
ยวข้
องอื่
นๆ จะต้
อง
ให้
ผู้
บริ
หารได้
มี
โอกาสบริ
หาร ต้
องสนั
บสนุ
นให้
เกิ
ดการคิ
ดกลยุ
ทธ์
ต่
างๆ โดยหาทางลดกฎระเบี
ยบและการจั
ดการที่
มุ่
งเน้
นตลาด
7. การบริ
หารจั
ดการภาครั
ฐแนวใหม่
ถ้
ามองการพั
ฒนาการการจั
ดการภาครั
ฐแนวใหม่
จะเห็
นว่
า พั
ฒนามา
จากการจั
ดการภาครั
ฐ โดยเฉพาะการจั
ดการภาครั
ฐในแนวทางการจั
ดการเพื่
อการปลดปล่
อยและแนวทางการจั
ดการที่
มุ่
งเน้
นตลาด และการจั
ดการภาครั
ฐทั้
ง 2 แนวทางนี้
ก็
มี
รากฐานมาจากทฤษฎี
ทางเลื
อกสาธารณะ และเศรษฐศาสตร์
สถาบั
นใหม่
หรื
อเศรษฐศาสตร์
องค์
การ มี
ลั
กษณะเด่
นคื
อ ความพยายามแก้
ปั
ญหาของระบบราชการแบบดั้
งเดิ
ม
โดยเฉพาะอย่
างยิ่
งการปรั
บปรุ
งในด้
านประสิ
ทธิ
ภาพและการให้
บริ
การประชาชน ซึ่
งหั
วใจสํ
าคั
ญของการจั
ดการภาครั
ฐ
แนวใหม่
ก็
คื
อ การปฏิ
รู
ประบบราชการนั้
นเอง
ในสถานการณ์
ปั
จจุ
บั
นท่
ามกลางกระแสโลกาภิ
วั
ตน์
แนวโน้
มการเปิ
ดเสรี
ในด้
านต่
างๆ เศรษฐกิ
จไร้
พรมแดน
การแข่
งขั
นในเวที
โลกรุ
นแรงมากขึ้
น เศรษฐกิ
จ สั
งคมเข้
าสู่
ยุ
คแห่
งการเรี
ยนรู้
กระแสสั
งคมเข้
าสู่
ยุ
คประชาธิ
ปไตยการ
บริ
หารจั
ดการแนวใหม่
ที่
ยึ
ดหลั
กธรรมาภิ
บาล ซึ่
งสถานการณ์
ดั
งกล่
าวส่
งผลให้
สภาพแวดล้
อมทั้
งภายในและภายนอก
ประเทศเปลี่
ยนแปลงไปอย่
างรวดเร็
ว จึ
งมี
ความจํ
าเป็
นอย่
างยิ่
งสํ
าหรั
บองค์
กรทั้
งภาครั
ฐและเอกชนที่
ต้
องเพิ่
มศั
กยภาพ
และความยื
ดหยุ่
นในการปรั
บเปลี่
ยนเพื่
อตอบสนองความต้
องการของระบบที่
เปลี่
ยนแปลงไป องค์
กรภาคเอกชน
สามารถเปลี่
ยนแปลงและพั
ฒนาตนเองในด้
านโครงสร้
าง ระบบการบริ
หารจั
ดการ และบุ
คลากรเพื่
อตอบรั
บการ
เปลี่
ยนแปลงได้
ดี
พอสมควร แต่
องค์
กรภาครั
ฐกลั
บมี
ข้
อจํ
ากั
ด เนื่
องจากที่
ผ่
านมานั้
นระบบราชการไทยมี
ปั
ญหาที่
สํ
าคั
ญ
คื
อ ความเสื่
อมถอยของระบบราชการ และการขาดธรรมาภิ
บาล ถ้
าภาครั
ฐไม่
ปรั
บเปลี่
ยนและพั
ฒนาการบริ
หารจั
ดการ
ของภาครั
ฐเพื่
อไปสู่
องค์
กรสมั
ยใหม่
โดยยึ
ดหลั
กธรรมาภิ
บาล ก็
จะส่
งผลบั่
นทอนความสามารถในการแข่
งขั
นของ
ประเทศ ทั้
งยั
งเป็
นอุ
ปสรรคต่
อการพั
ฒนาเศรษฐกิ
จและสั
งคมในอนาคตด้
วย แนวทางการบริ
หารจั
ดการภาครั
ฐแนวใหม่
คื
อการเปลี่
ยนแปลงสภาพการณ์
ที่
เป็
นอยู่
ในปั
จจุ
บั
น ให้
เป็
นองค์
กรสมั
ยใหม่
ที่
ยึ
ดหลั
กธรรมาภิ
บาล ซึ่
งจะส่
งผลทํ
าให้
ภาครั
ฐทํ
างานอย่
างมี
ประสิ
ทธิ
ภาพ ซึ่
งจะต้
องปรั
บเปลี่
ยนระบบการบริ
หารจั
ดการดั
งนี้
1. การปรั
บวิ
ธี
การบริ
หารงานให้
มี
ประสิ
ทธิ
ภาพและเน้
นผลงาน
2. ปรั
บการบริ
หารงานให้
เป็
นธรรม โปร่
งใส และตรวจสอบได้
3. ปรั
บบทบาทภารกิ
จและกลยุ
ทธ์
โดยให้
เอกชน และชุ
มชนมี
ส่
วนร่
วม
ไพรั
ช ตระการศิ
ริ
นนท์
(2548 : 152-154) ได้
ให้
แนวคิ
ดไว้
ว่
า การบริ
หารจํ
าเป็
นจะต้
องมี
องค์
ประกอบ
หลายประการ เงิ
นเป็
นองค์
ประกอบที่
สํ
าคั
ญอย่
างหนึ่
ง การจั
ดการ หรื
อการบริ
หารการเงิ
นจึ
งมี
ความสํ
าคั
ญยิ่
ง ทั้
งใน