181
พื
้
นที่
ที่
เพื่
อนบ้
านญาติ
พี่
น้
องได้
พบปะไถ่
ถามทุ
กข์
สุ
ขกั
นดั
งจะเห็
นได้
ว่
า ชาวเกาะลั
นตาทุ
กกลุ่
ม
ชาติ
พั
นธุ
์
ที่
มาร่
วมงานเดิ
นทั
กทายกั
นอย่
างสนิ
ทสนม โดยเฉพาะผู
้
สู
งอายุ
ที่
ไม่
ได้
พบกั
นมานาน
ภาพเหล่
านี
้
บ่
งบอกถึ
งสายสั
มพั
นธ์
และความผู
กพั
นของผู
้
คนต่
างกลุ่
มชาติ
พั
นธุ
์
ที่
มี
ต่
อกั
น เช่
นกรณี
ที่
เกิ
ดขึ
้
นในงาน “ลานตาลั
นตา” เมื่
อปี
พ.ศ. 2548และ2549
นางนิ
้
ง อุ
สาห์
ชาวมุ
สลิ
ม เดิ
นทางมาเที่
ยวงาน “ลานตาลั
นตา”ที่
ตลาดศรี
รายาพบนางสุ
ดา
ไหวพริ
บ เพื่
อนชาวจี
นนั่
งอยู
่
หน้
าบ้
านจึ
งเดิ
นเข้
าไปทั
กทาย โอบไหล่
กั
นด้
วยความดี
ใจผลั
ดกั
นเล่
า
ความหลั
งว่
า “วั
นหนึ
่
งเราสองคนนั่
งเรื
อเมล์
จากบ่
อม่
วงกลั
บมาเกาะลั
นตาด้
วยกั
น ระหว่
างทางเรื
อ
ถู
กพายุ
ใหญ่
นั่
งกอดกั
นร้
องไห้
เป็
นห่
วงลู
กกลั
วว่
าจะไม่
ได้
กลั
บไปหาลู
ก เราสองคนเป็
นเพื่
อนตาย
มี
อะไรก็
ช่
วยกั
นตอนอิ
้
ม (นางสุ
ดาไหวพริ
บ) แต่
งงานก็
มาช่
วยล้
างจาน” (นิ
้
ง อุ
สาห์
. สั
มภาษณ์
: 2
มี
นาคม2550).
อี
กกรณี
เป็
นความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างมุ
สลิ
มกั
บชาวเลนายบ่
าวนุ
้
ยหมั
ดส้
าหรนและนางฉิ
้
ว
หมอยาชาวมุ
สลิ
มสองสามี
ภรรยาจากบ้
านเจ๊
ะหลี
มาพบกั
บชาวเลสั
งกาอู
้
ในงาน “ลานตา ลั
นตา”
ทั
กทายกั
นด้
วยความดี
ใจ และเล่
าให้
ผู
้
วิ
จั
ยฟั
งว่
า “รู
้
จั
กกั
นมานานแล้
ว เป็
นเพื่
อนกั
น เขาเป็
นชาวเล
เราเป็
นแขกคิ
ดถึ
งกั
นก็
ไปมาหาสู
่
กั
นพบกั
นกอดคอกั
นสมั
ยก่
อนเขามี
ปลาเขาเอาไปให้
เรากิ
นเรา
มี
ผั
กมี
ลู
กไม้
(ผลไม้
) เราก็
แบ่
งให้
เขา” (บ่
าวนุ
้
ย หมั
ดส้
าหรน. สั
มภาษณ์
: 2มี
นาคม2550)
นอกจากนั
้
นในงาน“ลานตาลั
นตา”ครั
้
งนี
้
ผู
้
วิ
จั
ยยั
งสั
งเกตเห็
นชาวจี
นคนหนึ
่
งนั่
งดื่
มเหล้
าขาว
กอดคอร้
องเพลงอยู
่
ในกลุ่
มชาวเลที่
นั่
งรอแสดงรองแง็
งบนเวที
ด้
วย งานเทศกาลที่
จั
ดขึ
้
นจึ
งสามารถ
สื่
อให้
เห็
นถึ
งการปฏิ
สั
มพั
นธ์
ของชาวเกาะลั
นตาที่
บ่
งบอกถึ
งความเป็
นหนึ
่
งเดี
ยวท่
ามกลางความ
หลากหลายของวั
ฒนธรรมท้
องถิ่
น
ลั
กษณะการปฏิ
สั
มพั
นธ์
ระหว่
างชนต่
างกลุ่
มชาติ
พั
นธุ
์
ในงานพบปะสั
งสรรค์
เช่
นงาน
“ลานตา ลั
นตา”ซึ
่
งเป็
นงานเทศกาลที่
จั
ดแสดงวั
ฒนธรรมพื
้
นบ้
านของชาวเกาะลั
นตาทุ
กกลุ่
มและ
เปิ
ดกว้
างให้
ผู
้
คนทุ
กเพศทุ
กวั
ยทุ
กชาติ
ศาสนาทั
้
งคนในท้
องถิ
่
นคนต่
างถิ่
น รวมทั
้
งนั
กท่
องเที่
ยว
ได้
มี
โอกาสปฏิ
สั
มพั
นธ์
กั
นโดยผ่
านการเข้
าร่
วมงานสาธารณะดั
งกล่
าว คล้
ายกั
บการเข้
าร่
วมงาน
“ฉลองสาธารณะของลาติ
โน” (theLatino festival) ซึ
่
งสเทิ
ร์
น
,
และคณะ
(Sternetal. 1991 :xviii-xix)
ยกตั
วอย่
างว่
าเป็
นการประชาสั
มพั
นธ์
เพื่
อทํ
าความเข้
าใจข้
ามกลุ่
มวั
ฒนธรรมระหว่
างกลุ่
มชนหลายกลุ่
ม
ชาติ
พั
นธุ
์
ที่
อยู
่
ในเมื
องเล็
กกั
บเมื
องใหญ่
ซึ
่
งแสดงให้
เห็
นถึ
งกลุ่
มชนที่
เกี่
ยวพั
นกั
นด้
านธุ
รกิ
จถึ
ง3ระดั
บ
เช่
นนิ
ทรรศการสํ
าหรั
บนั
กท่
องเที่
ยวถนนสํ
าหรั
บหาบเร่
ขายอาหารพื
้
นเมื
องของลาติ
โนสและองค์
กร
ครอบครั
วที่
มาแจกอาหารได้
มี
โอกาสรวมญาติ
ด้
วย
องค์
ความรู
้
ด้
านประวั
ติ
ศาสตร์
และวั
ฒนธรรมมี
ความสํ
าคั
ญในการสร้
าง “ชุ
มชนคนเกาะ
เดี
ยวกั
น” (Lanta Islanders) โครงการจั
ดตั
้
งพิ
พิ
ธภั
ณฑ์
ชุ
มชนชาวเกาะลั
นตาจึ
งเป็
นกิ
จกรรมหลั
กที่