132
กั
นไป ซึ่
งนอกจากจะช่
วยให้
เด็
กสามารถอ่
านหนั
งสื
อได้
คล่
องแคล่
วแล้
ว ยั
งสามารถสวดหนั
งสื
อ
ตามแบบฉบั
บของชาวบ้
านได้
อี
กด้
วย นอกเหนื
อจากการเรี
ยนการสอนแบบเรี
ยนดั
งกล่
าวแล้
ว
ทางวั
ดยั
งมี
การสอนเลขคณิ
ตบวกลบ คู
ณหารด้
วยลู
กคิ
ดควบคู
่
กั
นไปด้
วย วั
ดที่
ชาวบ้
านนิ
ยมส่
ง
ลู
กหลานไปเรี
ยนกั
นมากในสมั
ยนั
้
นคื
อ วั
ดมะเร็
ต วั
ดประเดิ
ม ดั
งเช่
น อาจารย์
มี
บุ
ญสิ
น หรื
อ
พระครู
ที
ปาจารคุ
ณารั
กษ์
อดี
ตเจ้
าอาวาสวั
ดสํ
าเร็
จ ก่
อนที่
ท่
านจะบรรพชาอุ
ปสมบทเมื่
อประมาณ
พ.ศ. 2442ท่
านได้
เรี
ยนหนั
งสื
อกั
บหลวงพ่
อเพชร ติ
สฺ
โส เจ้
าคณะแขวงเกาะสมุ
ยรู
ปที่
1 โดยเรี
ยนที่
วั
ดสํ
าเร็
จซึ่
งตอนนั
้
นเรี
ยกว่
า “วั
ดมะเร็
ต” การศึ
กษาเล่
าเรี
ยนในลั
กษณะนี
้
เรี
ยกว่
า “ต่
อหนั
งสื
อคํ่
า”
คื
อ เรี
ยนในช่
วงเวลากลางคื
นซึ่
งผู
้
เรี
ยนจะมี
เฉพาะเด็
กผู
้
ชายเท่
านั
้
น
ภายหลั
งเมื่
อปี
พ.ศ. 2450ท่
านอาจารย์
มี
ได้
เปิ
ดสอนหนั
งสื
อขึ
้
นที่
วั
ดมะเร็
ตโดยท่
านเป็
น
ครู
สอนเอง ต่
อมาเมื่
อมี
ชาวบ้
านสนใจมากขึ
้
น ท่
านได้
จั
ดสร้
างโรงเรี
ยนร่
วมกั
บชาวบ้
านในตํ
าบล
มะเร็
ตและตํ
าบลหน้
าเมื
อง ซึ่
งขณะนั
้
นกระทรวงธรรมการยั
งไม่
มี
การตั
้
งโรงเรี
ยนตามหั
วเมื
องต่
าง ๆ
โดยตั
้
งชื่
อโรงเรี
ยนว่
า “โรงเรี
ยนมะเร็
ต” หรื
อ “คงคาคี
รี
” มี
การเปิ
ดสอนถึ
งชั
้
นประถมศึ
กษาปี
ที่
4
ครู
ผู
้
สอนก็
เป็
นพระภิ
กษุ
ในวั
ดช่
วยกั
นสอน ซึ่
งวั
ดเป็
นผู
้
จ่
ายค่
าตอบแทนให้
โดยที่
ไม่
ได้
เก็
บค่
าเล่
า
เรี
ยนจากผู
้
ปกครอง หลั
งจากเปิ
ดโรงเรี
ยนได้
5ปี
สมเด็
จกรมพระยาวชิ
รญาณวโรรส สมเด็
จ
พระสั
งฆราชเสด็
จมาที่
วั
ดสํ
าเร็
จ วั
ดประเดิ
ม และนํ
้
าตกหน้
าเมื
อง พระองค์
ได้
เยี่
ยมชมโรงเรี
ยน
และให้
การยกย่
องชมเชยอาจารย์
มี
ที่
ได้
ดํ
าเนิ
นการจั
ดการเรี
ยนการสอนขึ
้
นที่
นี่
หลั
งจากที่
สมเด็
จ
กรมพระยาวชิ
รญาณวโรรส สมเด็
จพระสั
งฆราชเสด็
จมาที่
วั
ดมะเร็
ต ได้
ให้
เปลี่
ยนชื่
อวั
ดเป็
น
“วั
ดสั
มฤทธิ ์
” แต่
ในภายหลั
งพระองค์
ทรงมี
หนั
งสื
อให้
เปลี่
ยนเป็
น “วั
ดสํ
าเร็
จ” และได้
ใช้
ชื่
อนี
้
มา
จนกระทั่
งปั
จจุ
บั
น การจั
ดการเรี
ยนการสอนของอาจารย์
มี
เป็
นที่
น่
าสนใจของทางราชการ กล่
าวคื
อ
เมื่
อพ.ศ. 2456 ขุ
นประกาศวุ
ฒิ
สาร ข้
าหลวงธรรมการได้
ส่
งราชบุ
รุ
ษนายรุ่
งพนั
กงานสํ
าหรั
บช่
วย
ข้
าหลวงธรรมราชการมาตรวจการศึ
กษาและให้
คํ
าแนะนํ
าในการจั
ดการเรี
ยนการสอนภายหลั
ง
พ.ศ.2460ทางราชการได้
สนั
บสนุ
นการจั
ดการศึ
กษามากขึ
้
น จึ
งได้
แต่
งตั
้
งให้
อาจารย์
มี
เป็
นครู
ใหญ่
ของโรงเรี
ยนอย่
างเป็
นทางการคนแรก และเป็
นโรงเรี
ยนแรกในเกาะสมุ
ยที่
เปิ
ดสอนอย่
างเป็
น
ทางการ ภายหลั
งระบบการศึ
กษาขั
้
นพื
้
นฐานของภาครั
ฐเริ่
มมี
บทบาทมากขึ
้
น ชาวบ้
านบางส่
วน
ก็
นิ
ยมส่
งลู
กหลานไปเรี
ยนในโรงเรี
ยนที่
รั
ฐบาลสร้
างขึ
้
น
1.2 การเรี
ยนรู
้
ผ่
านสถาบั
นครอบครั
ว
การเรี
ยนรู
้
ภาษาถิ
่
น
ภาษาที่
ชาวเกาะสมุ
ยและเกาะพะงั
นใช้
ในการสื่
อสารกั
นใน
สมั
ยก่
อนคื
อภาษาถิ่
นจากการศึ
กษาทางภาษาศาสตร์
ของเจ. มาร์
วิ
น บราวน์
ได้
แสดงให้
เห็
นว่
า
ภาษาถิ่
นเกาะสมุ
ยจั
ดอยู
่
ในกลุ
่
มภาษาถิ่
นสาขาไชยา ซึ่
งได้
วิ
วั
ฒนาการมาจากภาษาสาขา