10
(Speech Act Theory) โดยนํ
าเสนอมุ
มมองเกี่
ยวกั
บทั
กษะการสื่
อสารทางภาษาที่
มี
ความสํ
าคั
ญต
อ
กระบวนการเกิ
ดสิ่
งเร
าเพื่
อกระตุ
นให
เกิ
ดพฤติ
กรรมตอบสนองต
าง ๆ ของคน ที่
เกี่
ยวข
องกั
บ
ประสบการณ
การรั
บรู
และการตี
ความซึ่
งถื
อว
ามี
ความสํ
าคั
ญมากในการเรี
ยนรู
เพื่
อตอบสนองหรื
อ
เพื่
อการพั
ฒนาของคนแต
ละคนโดยเฉพาะอย
างยิ่
งในภาวะวิ
กฤตประสบการณ
และการรั
บรู
ในอดี
ต
เป
นสิ่
งที่
สํ
าคั
ญมากต
อการตั
ดสิ
นใจของคนแต
ละคน เพราะถ
ารั
บรู
ถึ
งกระบวนการตั
ดสิ
นใจบน
หลั
กการแห
งเหตุ
และผลที่
ถู
กต
องก็
จะทํ
าให
สามารถตอบสนองในป
ญหาต
าง ๆ ได
ถู
กต
อง ซึ่
ง
สามารถแบ
งขั้
นตอนในกระบวนการเรี
ยนรู
ได
3 ขั้
นตอนดั
งนี้
1) Constatives เป
นการกระทํ
าเชิ
ง
ภาษาที่
ออกแบบมาเพื่
อนํ
าเสนอข
อมู
ลข
อเท็
จจริ
งหรื
อยื
นยั
นความจริ
ง 2)Regulativeการกระทํ
าเชิ
ง
ภาษาที่
คาดหวั
งการเกิ
ดปฏิ
กิ
ริ
ยาตอบรั
บจากผู
รั
บสารและ 3) Avowals เป
นการกระทํ
าเชิ
งภาษาที่
ต
องการตอกย้ํ
าข
อมู
ลบางสิ่
งบางอย
างหรื
อต
องการแสดงความรู
สึ
กภายในของผู
พู
ด
ผู
วิ
จั
ยมี
ความเห็
นว
าสามารถนํ
ามาประยุ
กต
ใช
ในการเสริ
มสร
างความรั
บผิ
ดชอบต
อสั
งคม
สํ
าหรั
บประชาชนผู
จั
ดรายการวิ
ทยุ
ชุ
มชนได
เนื่
องจากทฤษฎี
การกระทํ
าเชิ
งภาษา จะกล
าวถึ
งพื้
นที่
สาธารณะที่
แสดงออกมาในรู
ปของสื่
อมวลชน เพื่
อให
ประชาชนสามารถแสดงออกได
อย
างมี
อิ
สระ
และไม
ถู
กครอบงํ
าซึ่
งในที่
นี่
หมายถึ
งสถานี
วิ
ทยุ
ชุ
มชนซึ่
งเป
นพื้
นที่
สาธารณะรู
ปแบบหนึ่
งที
่
ให
คน
ในชุ
มชนร
วมกั
นมี
ส
วนร
วมในการจั
ดการสถานี
และแสดงออกถึ
งความรั
บผิ
ดชอบต
อสั
งคม เพื่
อ
ตอบสนองความต
องการของคนในชุ
มชน ซึ่
งความสอดคล
องกรมประชาสั
มพั
นธ
(2540) ที่
ว
า
สภาพป
ญหาของสถานี
วิ
ทยุ
ชุ
มชนคื
อสื่
อวิ
ทยุ
กระจายเสี
ยงและวิ
ทยุ
โทรทั
ศน
ถู
กป
ดกั้
นการรายงาน
ข
าวหรื
อความรู
ข
อมู
ลต
างๆส
วนใหญ
มาจากรั
ฐบาล สื่
อวิ
ทยุ
กระจายเสี
ยงและวิ
ทยุ
โทรทั
ศน
ไม
ได
ทํ
าหน
าที่
เป
นสื่
อมวลชนอย
างแท
จริ
ง และสอดคล
องกั
บกาญจนา แก
วเทพ (2543) กล
าวว
าทฤษฎี
การกระทํ
าเชิ
งภาษา (SpeechAct Theory) เป
นทฤษฎี
ที่
ไม
ได
ศึ
กษาภาษาในฐานะที่
เป
นวั
ตถุ
หยุ
ดนิ่
ง
(เช
นหนั
งสื
อตั
วอั
กษร) หากแต
สนใจการใช
ภาษาที่
แสดงออกในรู
ปแบบของการกระทํ
า หรื
ออาจ
กล
าวได
ว
า การสื่
อสารเป
นเงื่
อนไขสํ
าคั
ญสํ
าหรั
บการปลดปล
อยสั
งคมให
มี
เสรี
ภาพ เพราะภาษาจะ
เป
นวิ
ถี
ทางที่
ทํ
าให
ความสนใจของผู
ปลดปล
อย (Emancipator Interest)บรรลุ
ผล
จากแนวคิ
ดดั
งกล
าว เป
นพื้
นฐานสํ
าคั
ญที่
ทํ
าให
เกิ
ดทฤษฎี
Transformative Learning โดย
มองว
าการให
คนสื่
อสารคุ
ยกั
นและแสดงพฤติ
กรรมการสื่
อสารแบบ 2ทาง จะทํ
าให
เกิ
ดความเข
าใจ
ป
ญหาและการตอบสนองตามสิ่
งเร
าต
าง ๆ ในแต
ละสถานการณ
ร
วมกั
นระหว
างผู
พู
ดและผู
ฟ
ง จน
สามารถนํ
ามาสร
างองค
ความรู
ใหม
ๆ ได
จากการร
วมกั
นคิ
ดวิ
เคราะห
ป
ญหาต
าง ๆ ร
วมกั
น จนเกิ
ด
เป
นNew Interpretation ในความคิ
ดของคนแต
ละคนท
ายที่
สุ
ดพั
ฒนาจนเกิ
ดเป
นองค
ความรู
แบบ
TransformativeTheory (Mezirow , 1991)