st125 - page 10

6
ของการแข่
งขั
นทางการเมื
องและการสร้
างกระแสชาติ
นิ
ยมในประเทศมาเลเซี
ย ขณะที่
Farouk (1988) และ
Scupin (1986) ชี
ว่
ากระแสชาติ
นิ
ยมดั
งกล่
าวต่
อมาได้
ขยายตั
วเป็
นกระแสชาติ
นิ
ยมมหาอาณาจั
กรมลายู
(Pan-
Malay nationalism) ปกคลุ
มทั่
วทั
งคาบสมุ
ทรมลายู
โดยในช่
วงทศวรรษ 1950 – 1970 ได้
มี
การรื
อฟื
นและ
ประดิ
ษฐ์
ขนบธรรมเนี
ยมประเพณี
มลายู
จานวนมากในฐานะที่
เป็
นมรดกร่
วมเพื่
อที่
จะเชื่
อมโยงผู
คนที่
พู
ดภาษา
มลายู
ในคาบสมุ
ทรมลายู
เข้
าด้
วยกั
น ฉะนั
น ในขณะที่
รู
สึ
กแปลกแยกต่
อกระแสชาติ
นิ
ยมไทยพุ
ทธของรั
ฐไทย
ชาวมลายู
มุ
สลิ
มในจั
งหวั
ดชายแดนภาคใต้
รู
สึ
กเป็
นส่
วนหนึ่
งของกระแสชาติ
นิ
ยมมหาอาณาจั
กรมลายู
เกิ
ดเป็
สิ่
งที่
Farouk (1988) และScupin (1986) เรี
ยกว่
า “ชาติ
นิ
ยมเชิ
งปฏิ
กิ
ริ
ยา” (reactivenationalism)
ประเด็
นที่
ควรพิ
จารณาคื
อ แม้
“ความเป็
นมลายู
” จะเป็
นประดิ
ษฐกรรมทางวั
ฒนธรรมในบริ
บทของ
การเมื
องรั
ฐชาติ
แต่
นั
กวิ
ชาการจานวนไม่
น้
อยยั
งคงมอง “ความเป็
นมลายู
” ในฐานะที่
เป็
นทรั
พย์
สิ
นหรื
อมรดก
ทางวั
ฒนธรรมที่
ติ
ดตั
วกลุ
มชาติ
พั
นธุ
มาแต่
อดี
ต เช่
นศรี
ศั
กร (2550) เสนอว่
าคนในจั
งหวั
ดชายแดนภาคใต้
ไม่
ได้
ถื
อว่
าตนเองเป็
นคนไทยหรื
อคนมาเลเซี
ยหากแต่
เป็
น “คนปั
ตตานี
” ที่
มี
คุ
ณลั
กษณะเฉพาะทางสั
งคมวั
ฒนธรรม
มาแต่
สมั
ยประวั
ติ
ศาสตร์
ขณะที่
ฉวี
วรรณ (2550) เสนอว่
าคนในจั
งหวั
ดชายแดนภาคใต้
มี
อั
ตลั
กษณ์
เฉพาะตั
และมองกลุ
มชาติ
พั
นธุ
อื่
นเป็
น “คนอื่
น” พวกเขาเรี
ยกตั
วเองว่
า “ออแฆนายู
” หรื
อคนมลายู
ที่
พู
ดภาษามลายู
และ
นั
บถื
อศาสนาอิ
สลามซึ่
งตรงข้
ามกั
บ “ออแฆซื
อแย” หรื
อคนไทยที่
นั
บถื
อพุ
ทธศาสนาพวกเขาจึ
งไม่
สามารถเป็
คนไทยได้
ตราบเท่
าที่
นั
บถื
อศาสนาอิ
สลามขณะเดี
ยวกั
นประวั
ติ
ศาสตร์
นิ
พนธ์
ชาติ
นิ
ยมมลายู
เช่
น งานของ Che
Man (1990) และ Idris (1995) ก็
ช่
วยตอกตรึ
ง “ความเป็
นมลายู
” ในลั
กษณะดั
งกล่
าวนี
ให้
แน่
นแฟ้
นยิ่
งขึ
การมองความเป็
นชาติ
พั
นธุ
ของชาวมลายู
ในลั
กษณะดั
งกล่
าวค่
อนข้
างจะเหมารวมและไม่
เห็
นความ
สลั
บซั
บซ้
อนและปฏิ
บั
ติ
การอานาจที่
แฝงอยู
เบื
องหลั
งการเมื
องเรื่
อง “ความเป็
นมลายู
” งานวิ
จั
ยชิ
นนี
จึ
งจะอาศั
แนวพิ
นิ
จความเป็
นชาติ
พั
นธุ
ในเชิ
งวิ
ภาษวิ
ธี
ที่
ให้
ความสาคั
ญกั
บบทบาทของรั
ฐชาติ
ในการศึ
กษาว่
า “ความเป็
มลายู
” ในฐานะอั
ตลั
กษณ์
ทางชาติ
พั
นธุ
ได้
ถู
กสร้
าง ท้
าทาย และปรั
บใช้
อย่
างไรในบริ
บทของกระแสการตื่
นตั
ศาสนาอิ
สลามและเหตุ
การณ์
ความไม่
สงบในเขตจั
งหวั
ดชายแดนภาคใต้
2) อิ
สลามศึ
กษาและการศึ
กษาศาสนาอิ
สลามแนวมานุ
ษยวิ
ทยา
การศึ
กษาศาสนาอิ
สลามถู
กครอบงาโดยแนวคั
มภี
ร์
(Scriptural Approach) ที่
มั
กจั
ดวางศาสนาอิ
สลามตรง
ข้
ามกั
บสั
งคมตะวั
นตก เช่
นAl-Marzouqi (1999) และKamali (2002) ชี
ไปยั
งมโนทั
ศน์
บางประการในคั
มภี
ร์
อั
กุ
รอานเพื่
อแสดงให้
เห็
นว่
าศาสนาอิ
สลามให้
การสนั
บสนุ
นหลั
กการประชาธิ
ปไตยและสิ
ทธิ
อย่
างไร ขณะที่
Moussalli (2001) ชี
ว่
าแนวคิ
ดเรื่
องประชาธิ
ปไตยและสิ
ทธิ
ของตะวั
นตกแท้
ที่
จริ
งแล้
ววางอยู
บนแนวคิ
ดเรื่
อง
การเมื
องของศาสนาอิ
สลาม ในทานองเดี
ยวกั
นMoosa (2000) ชี
ให้
เห็
นถึ
งกรอบความคิ
ดเรื่
องสิ
ทธิ
ของสั
งคม
1,2,3,4,5,6,7,8,9 11,12,13,14,15,16,17,18,19,20,...116
Powered by FlippingBook