16
ทั
้
งจากคํ
าบอกเล่
าจากบั
นทึ
กของผู
้
คนในชุ
มชนและหลั
กฐานทางวั
ตถุ
เช่
นภาพถ่
ายในอดี
ต วั
ตถุ
โบราณ
แผนที่
โบราณและเอกสารเก่
าของทางราชการ
แนวคิ
ดดั
งกล่
าวสอดคล้
องกั
บแนวคิ
ดของโบแอส (Boas. 1940 :262)ที่
อธิ
บายถึ
งการศึ
กษา
วั
ฒนธรรมหรื
อพฤติ
กรรมของมนุ
ษย์
ว่
าจํ
าเป็
นต้
องศึ
กษาย้
อนหลั
งไปถึ
งช่
วงเวลาในอดี
ตทุ
กยุ
คสมั
ย
ที่
มนุ
ษย์
ได้
ผ่
านขั
้
นตอนมาและได้
ทิ
้
งร่
องรอยของการกระทํ
าของตนเองไว้
ยิ่
งสื
บย้
อนหลั
งได้
ในระยะเวลา
ไกลจากปั
จจุ
บั
นมากเท่
าไหร่
ยิ่
งเข้
าใจปั
จจุ
บั
นได้
มากเท่
านั
้
น และหากเข้
าใจปั
จจุ
บั
นได้
ก็
จะเป็
น
ประโยชน์
ต่
อการวางแผนการในอนาคตได้
รวมถึ
งแนวคิ
ดเกี่
ยวกั
บการศึ
กษาการเปลี่
ยนแปลงทาง
สั
งคมและทางการเมื
องของ ลี
ช (Leach. 2004 : 282-283) ที่
ว่
าจํ
าเป็
นต้
องคํ
านึ
งถึ
ง “มิ
ติ
ด้
านเวลา”
ด้
วยเพราะวิ
ธี
การศึ
กษาเชิ
งโครงสร้
างหน้
าที่
ในระบบสั
งคมปิ
ดและหยุ
ดนิ่
งไม่
คํ
านึ
งถึ
งมิ
ติ
เวลาและ
มองว่
าสั
งคมมี
ความมั
่
นคงนั
้
น ทํ
าให้
มองไม่
เห็
นความขั
ดแย้
งความกดดั
นและการเปลี
่
ยนแปลง
ในระบบสั
งคมซึ
่
งในความเป็
นจริ
งแล้
วสั
งคมจะไม่
อยู
่
ในสภาพสมดุ
ล เขาเห็
นว่
าจํ
าเป็
นต้
องมี
“ตั
วแบบ”
(model) ใหม่
ซึ
่
งจะต้
องรวมการศึ
กษาเชิ
งประวั
ติ
ศาสตร์
เข้
าไว้
ด้
วยเพราะเป็
นปั
จจั
ยสํ
าคั
ญที่
มองข้
าม
ไม่
ได้
และเน้
นถึ
งความจํ
าเป็
นที่
จะต้
องเข้
าใจพฤติ
กรรมใน 3ระดั
บคื
อพฤติ
กรรมของสมาชิ
กใน
สั
งคมที่
ได้
จากการสั
งเกต พฤติ
กรรมที่
เป็
นบรรทั
ดฐานและพฤติ
กรรมตามอุ
ดมคติ
ที่
ได้
จากคํ
าบอก
เล่
าของเจ้
าของพฤติ
กรรม
จากกรอบแนวคิ
ดดั
งกล่
าวผู
้
วิ
จั
ยสนใจที่
จะศึ
กษาประวั
ติ
ศาสตร์
เกาะลั
นตา เพื่
อสื
บย้
อน
กลั
บไปหาร่
องรอยของการอพยพโยกย้
ายเข้
ามาตั
้
งถิ่
นฐาน รวมทั
้
งกระบวนการในการปฏิ
สั
มพั
นธ์
และการธํ
ารงอั
ตลั
กษณ์
ทางชาติ
พั
นธุ
์
ของชาวเกาะลั
นตาแต่
ละกลุ่
มชาติ
พั
นธุ
์
ตั
้
งแต่
อดี
ตจนถึ
ง
ปั
จจุ
บั
น โดยศึ
กษาจากแผนที่
โบราณ เอกสารเก่
าของทางราชการและใช้
เทคนิ
ควิ
ธี
การเก็
บข้
อมู
ล
ประวั
ติ
ศาสตร์
จากคํ
าบอกเล่
า (oral history) หรื
อมุ
ขปาฐะ เพื่
อศึ
กษาประวั
ติ
ศาสตร์
ท้
องถิ่
นหรื
อ
ประวั
ติ
ศาสตร์
เฉพาะ (historical particularism) ซึ
่
งอมราพงศาพิ
ชญ์
(2547 : 26) ระบุ
ว่
าเพิ่
งเริ่
มจะ
ทํ
ากั
นในประเทศไทยเมื่
อประมาณ 20ปี
มานี
้
เอง
การศึ
กษาประวั
ติ
ศาสตร์
จากแหล่
งข้
อมู
ลที
่
หลากหลายเหล่
านี
้
ทํ
าให้
เกิ
ดความเข้
าใจท้
องถิ่
น
มากขึ
้
นโดยเฉพาะเมื่
อนํ
าทฤษฏี
ไร้
ระเบี
ยบ (chaos theory) และทฤษฎี
ความขั
ดแย้
ง (conflict theory)
มาเป็
นแนวทางในการศึ
กษาความเป็
นมาของชุ
มชนเกาะลั
นตาอย่
างเป็
นกระบวนการที่
เป็
นพลวั
ต
(dynamicproess)ซึ
่
งอานั
นท์
กาญจนพั
นธุ
์
(2548 : 91)ได้
อธิ
บายว่
า เป็
นการเคลื่
อนไหวที่
อาจเกิ
ดขึ
้
น
ได้
ในหลายๆทิ
ศทางและบางครั
้
งอาจขั
ดแย้
งกั
นเองด้
วยวิ
ธี
คิ
ดเช่
นนี
้
ช่
วยให้
นั
กวิ
จั
ย มองความคิ
ด
และประเด็
นต่
างๆอย่
างไม่
ตายตั
ว เพราะสามารถเข้
าใจได้
ว่
าชี
วิ
ตทางสั
งคมนั
้
นเคลื่
อนไหวอยู
่
ตลอดเวลา ในช่
วงที่
ทํ
าการศึ
กษากระบวนการอาจมี
ลั
กษณะหนึ
่
ง หลั
งจากศึ
กษาผ่
านไปแล้
ว
ลั
กษณะดั
งกล่
าวก็
อาจเปลี่
ยนไปอี
กแล้
ว