16
เป
นกลุ
มที่
ปรั
บตั
วเข
ากั
บสั
งคมพื้
นเมื
องการปรั
บตั
วเป
นผลจากความต
องการด
านเศรษฐกิ
จประกอบกั
บ
คนที่
โยกย
ายส
วนใหญ
เป
นผู
ชายจึ
งแต
งงานข
ามถิ่
น เกิ
ดการผสมทางวั
ฒนธรรม กลุ
มบ
าบ
าในมะละกา
นิ
ยมทํ
ามาการค
าส
วนในตรั
งกานู
ทํ
าการเกษตร และการค
า
การอพยพหนี
ความยากจนในประเทศจี
นไม
เพี
ยงภั
ยธรรมชาติ
แต
เป
นเพราะความต
องการ
อาชี
พที่
มั่
นคงกว
าจากข
อมู
ลข
างต
นแสดงให
เห็
นว
าความยากจนทํ
าให
มี
ความมานะบากบั่
นจนสามารถ
ยกระดั
บเป
นชนชั้
นกลางที่
มี
อํ
านาจควบคุ
มเศรษฐกิ
จของท
องถิ่
นการรวมกลุ
มของชาวจี
นในฐานะที่
เป
น
ชาวจี
นด
วยกั
นหรื
อเผ
าพั
นธุ
ภาษาตระกู
ลแซ
เดี
ยวกั
นทํ
าให
ดํ
ารงรั
กษาอั
ตลั
กษณ
ไว
อย
างเข
มแข็
ง ความ
เป
นคนกลุ
มน
อยในคาบสมุ
ทรแต
มี
กํ
าลั
งทางเศรษฐกิ
จมากกว
าคนพื้
นเมื
องทํ
าให
ศิ
ลปกรรมตามรสนิ
ยม
นายทุ
นจี
นเกิ
ดขึ้
นง
ายกว
าศิ
ลปกรรมของคนกลุ
มอื่
นๆ
2.3 ย
ายถิ่
นเพื่
อประกอบการและขายแรงงาน
ในช
วงคริ
สต
ศตวรรษที่
19 แหลมมลายู
เป
ดเหมื
องแร
จํ
านวนมากมี
การริ
เริ่
มปลู
กยางพาราประกอบกั
บอั
งกฤษตั้
งเขตปกครอง สเตรตส
เซตเติ
ล
เมนต
(Straits Settlement) ซึ่
งมี
เมื
องหลั
กตามแนวช
องแคบมะละกา คื
อเมื
องมะละกา สิ
งคโปร
และ
ป
นั
ง เมื
องเหล
านี้
เป
นเมื
องท
าแลกเปลี่
ยนสิ
นค
า ตลาดกลางรั
บซื้
อวั
ตถุ
ดิ
บส
งตลาดยุ
โรป ทํ
าให
เกิ
ด
ผู
ประกอบการและผู
ใช
แรงงานจํ
านวนมาก ส
วนหนึ่
งเป
นแรงงานจากอิ
นเดี
ยที่
อั
งกฤษนํ
าเข
ามารั
บจ
าง
ตามสวนกาแฟหรื
อสวนยางพารา เมื่
อภาคเกษตรกรรมขยายตั
วทํ
าให
ชาวอิ
นเดี
ยหลั่
งไหลเข
ามามากขึ้
น
ต
องจั
ดวิ
ธี
ทํ
างานอย
างเป
นระบบ โดยทํ
าสั
ญญากั
บผู
ว
าจ
าง ทํ
างานจนครบสั
ญญา เมื่
อครบสั
ญญาจะ
เป
นอิ
สระภายหลั
งระบบสั
ญญาผู
กมั
ดถู
กยกเลิ
กมี
ผลให
แรงงานระยะหลั
งเป
นแรงงานอิ
สระชาวอิ
นเดี
ย
เหล
านี้
ส
วนใหญ
เป
นชาวทมิ
ฬจากมี
ทราสหรื
ออิ
นเดี
ยตอนใต
นอกจากภาคเกษตรแล
ว ยั
งเป
นคนงาน
สร
างทางรถไฟหรื
องานก
อสร
างของรั
ฐบาลอั
งกฤษ
แรงงานส
วนใหญ
เป
นแรงงานจากจี
น เป
นเพราะความต
องการของนายทุ
น ซึ่
งเป
นคนจี
น
ด
วยกั
น ดั
งกรณี
งานเหมื
องแร
คนสยาม คนมลายู
ไม
นิ
ยมรั
บจ
างเป
นกรรมกรเหมื
อง จึ
งต
องเกณฑ
แรงงานจากภายนอก โดยเฉพาะคนจี
นนอกจากนี้
มี
ชาวจี
นที่
อพยพมารั
บเป
นผู
ประกอบการและรั
บจ
าง
ภาคเกษตรกรรมพาณิ
ชยกรรม ชาวจี
นอพยพมายั
งคาบสมุ
ทรมลายู
เป
นระยะ ๆ ช
วงแรกอยู
ตามภาค
ตะวั
นออก ในตรั
งกานู
แต
เดิ
มมี
ชาวจี
นมากกว
าครึ่
งหนึ่
งของประชากรชาวตรั
งกานู
ทํ
าการค
ากั
บรั
ฐ
ใกล
เคี
ยงและสยามชาวจี
นเริ่
มอพยพไปสู
ภาคตะวั
นตกตั้
งแต
ต
นคริ
สต
ศตวรรษที่
19 เพื่
อค
นหาแหล
งแร
ดี
บุ
ก ทํ
าให
กิ
จการเหมื
องแร
พั
ฒนาขึ้
น เหมื
องเหล
านี้
มั
กเป
นของชนชั้
นนํ
าชาวมลายู
ชาวจี
น และ
ชาวตะวั
นตก เหมื
องแร
ส
วนมากมี
ชาวจี
นเป
นผู
ลงทุ
นดํ
าเนิ
นกิ
จการและเป
นแรงงานในเหมื
องด
วย (พั
ช
ริ
นทร
สวนฐิ
ตะป
ญญา, 2541: 12-13) ชาวจี
นนอกจากทํ
าเหมื
องแร
แล
ว ยั
งรั
บเหมาสั
มปทานและเป
น
คนงานในโครงการต
างๆของภาครั
ฐ ดั
งการอพยพย
ายถิ่
นของนายเจี
ยกี
ซี
จากกวางตุ
งสู
ประเทศไทย
เพื่
อค
าขายต
อมาเป
นผู
รั
บเหมาสร
างทางรถไฟสายใต
การก
อสร
างนี้
ต
องใช
คนงานจํ
านวนมาก ผู
รั
บจ
าง
ส
วนใหญ
เป
นจี
นอพยพซึ่
งมี
หลายภาษาต
องแบ
งหน
าที่
ทํ
างาน เช
นจี
นแคะทํ
าหน
าที่
บุ
กเบิ
กถางป
า จี
น
แต
จิ๋
วทํ
าหน
าที่
โกยดิ
นถมทาง จี
นกวางตุ
งทํ
าหน
าที่
โรยหิ
นหลั
งจากสร
างเสร็
จชาวจี
นเหล
านี้
ตั้
งถิ่
นฐาน