st121 - page 126

117
วั
ดชลธาราสิ
งเห
วั
ดชลธาราสิ
งเหตั้
งอยู
หมู
ที่
3ตํ
าบลเจ
ะเหอํ
าเภอตากใบจั
งหวั
ดนราธิ
วาส ติ
ดพื้
นที่
เขตแดน
ไทย-มาเลเซี
ยเพี
ยง 5กิ
โลเมตร ริ
มฝ
งแม
น้ํ
าตากใบ สภาพพื้
นที่
เป
นเนิ
นทราย ทิ
ศเหนื
อจดที่
ดิ
นเอกชน
ทิ
ศตะวั
นออกจดแม
น้ํ
าตากใบ ทิ
ศใต
ติ
ดถนนสาธารณะ ทิ
ศตะวั
นตกจดที่
ดิ
นของเอกชน ในอดี
ตวั
ดมี
บริ
เวณกว
างขวางต
อมาได
มอบผื
นดิ
นส
วนหนึ่
งให
เป
นสาธารณประโยชน
วั
ดตั้
งอยู
ริ
มแม
น้ํ
าจึ
งทํ
าให
มี
ภู
มิ
ทั
ศน
งดงามมี
ลมพั
ดตลอดเวลา เป
นวั
ดหนึ่
งของการส
งเสริ
มการท
องเที่
ยวของจั
งหวั
ดนราธิ
วาส
สภาพชุ
มชนโดยรอบส
วนใหญ
เป
นชาวไทยพุ
ทธ มี
เพี
ยงด
านตะวั
นออกที่
มี
สภาพเป
นเกาะ
และน้ํ
ากร
อนมี
ชาวมุ
สลิ
มอาศั
ยอยู
อํ
าเภอตากใบมี
ชาวพุ
ทธอาศั
ยอยู
จํ
านวนมากมี
ภาษาและวั
ฒนธรรม
อั
นโดดเด
นดั
งสั
งเกตุ
ชื่
อหมู
บ
านตํ
าบลส
วนใหญ
เป
นคํ
าไทยมี
ภาษาพู
ดแตกต
างจากภาษาป
กษ
ใต
ทั่
วไป
ประทุ
ม ชุ
มเพ็
งพั
นธ
(2544: 3947) อธิ
บายว
าชุ
มชนในอํ
าเภอตากใบอาจมี
มาตั้
งแต
พุ
ทธศตวรรษที่
17-
18ยุ
คบุ
กเบิ
กสร
างบ
านแปลงเมื
องครั้
งหลั
งสุ
ดที่
มี
เอกสารกล
าวถึ
ง แต
เดิ
มเป
นชุ
มชนขนาดเล็
กผู
คนน
อย
จนมี
ชาวไทยพุ
ทธขยายตั
วมากขึ้
น ควบคู
กั
บการพั
ฒนาจนเป
นวั
ดขนาดใหญ
และสวยงาม สะท
อนถึ
กลุ
มคนไทยพื้
นถิ่
นในละแวกนี้
มี
วั
ฒนธรรมเข
มแข็
งมี
ความศรั
ทธามั่
นคงในพุ
ทธศาสนาและจิ
ตใจรั
กใคร
เพื่
อส
วนรวม ไม
ยอมทิ้
งเอกลั
กษณ
ตนเอง
วั
ดชลธาราสิ
งเหสร
างขึ้
นเมื่
อป
พ.ศ.2401 หรื
อปลายสมั
ยรั
ชกาลที่
4 เมื่
อพระอาจารย
พุ
เดิ
นทางมาถึ
งบริ
เวณนี้
ซึ่
งเป
นป
ารกร
าง แต
เนื่
องจากเป
นพื้
นที่
ริ
มฝ
งแม
น้ํ
าตากใบมี
ทิ
วทั
ศน
สวยงาม จึ
ขอพระราชทานบริ
เวณที่
ดิ
นนี้
ต
อพระยาเดชานุ
ชิ
ต เจ
าเมื
องกลั
นตั
นขณะนั้
นพระอาจารย
พุ
ดได
ทํ
าการ
สร
างวั
ด เมื่
อแรกสร
างเรี
ยกว
า วั
ดบ
านพรุ
บ
าง วั
ดเจ
ะเหบ
าง วั
ดนี้
ยั
งมี
ความสํ
าคั
ญจนเรี
ยกชื่
อว
า วั
พิ
ทั
กษ
แผ
นดิ
นไทย เนื่
องจากเหตุ
การณ
การป
กป
นเขตแดนระหว
างประเทศไทยกั
บมลายู
ของอั
งกฤษ ใน
สมั
ยพระบาทสมเด็
จพระจุ
ลจอมเกล
าเจ
าอยู
หั
วฝ
ายอั
งกฤษได
สํ
ารวจเขตแดนเข
ามาจนถึ
งบ
านปลั
กเล็
ซึ่
งอยู
เลยวั
ดชลธาราสิ
งเหเข
ามาอี
กประมาณ25กิ
โลเมตรแต
พระบาทสมเด็
จพระจุ
ลจอมเกล
าเจ
าอยู
หั
ทรงทั
กท
วง ให
เหตุ
ผลว
าวั
ดชลธาราสิ
งเหเป
นของไทย มี
สิ่
งปลู
กสร
างอั
นเป
นมรดกทางพุ
ทธศาสนา
ดิ
นแดนนี้
ควรอยู
ภายใต
การพิ
ทั
กษ
รั
กษาของประเทศไทยฝ
ายอั
งกฤษยอมรั
บเหตุ
ผลนี้
และเห็
นว
า พุ
ทธ
ศิ
ลป
ในวั
ดมี
คุ
ณค
าสู
งยิ่
งหากอยู
ภายใต
การปกครองของมลายู
ซึ่
งนั
บถื
อศาสนาอื่
น ศิ
ลปะเหล
านี้
ก็
อาจ
ถู
กทอดทิ้
ง จะสู
ญหายจึ
งเลื่
อนป
กเขตถอยลงทางใต
จนถึ
งลํ
าน้ํ
าสุ
ไหง-โกลก จึ
งทํ
าให
ถู
กขนานนามชื่
ดั
งกล
าว (วรรณิ
ภาณสงขลา2535: 8-9)
ป
จจุ
บั
นวั
ดชลธาราสิ
งเหได
รั
บการบู
รณะซ
อมแซมครั้
งใหญ
จากการอุ
ดหนุ
นของกรมศิ
ลปากร
จากป
ญหาเหตุ
การณ
ความไม
สงบในสามจั
งหวั
ดชายแดนภาคใต
มี
ผู
คนมาท
องเที่
ยวชื่
นชมโบราณสถาน
น
อย แต
ก็
ได
รั
บความสนใจจากผู
รั
กในงานศิ
ลปะพื้
นถิ่
นอย
างแท
จริ
ง มี
นั
กวิ
ชาการชาวมาเลเซี
1...,116,117,118,119,120,121,122,123,124,125 127,128,129,130,131,132,133,134,135,136,...206
Powered by FlippingBook