63
เมื่
อเริ่
มมี
กลุ่
มแรกเข้
ามาและพบว่
าประเทศไทยมี
นโยบายเอื้
ออํ
านวย
27
ให้
จั
บจองที่
ดิ
นเพื่
อทํ
า
การเพาะปลู
กสวนยางพารา จึ
งเริ่
มมี
ชาวฮกจิ
วจากมาเลเซี
ยเดิ
นทางตามเข้
ามาอี
กระลอกใหญ่
การเดิ
นทางจากมาเลเซี
ยของคนฮกจิ
วช่
วงหลั
งนี้
ไม่
ได้
จํ
ากั
ดอยู่
เพี
ยงเส้
นทางรถไฟเท่
านั้
น อี
ก
หนึ่
งเส้
นทางสํ
าคั
ญคนฮกจิ
วใช้
ในการเดิ
นทางเข้
ามา คื
อ เส้
นทางเรื
อโดยสารระหว่
างท่
าเรื
อเกาะปี
นั
ง
(ประเทศมาเลเซี
ย) – อํ
าเภอกั
นตั
ง จั
งหวั
ดตรั
ง กระทํ
าโดยสารเรื
อจากปี
นั
งมาขึ้
นฝั่
ง อํ
าเภอกั
นตั
ง
พิ
จารณาพื้
นที่
ทางภู
มิ
ศาสตร์
ของอํ
าเภอนาบอน ก็
พบว่
าพื้
นที่
ส่
วนใหญ่
ของนาบอนเป็
นลั
กษณะของที่
ราบเชิ
งเขา ชอง
“เขาหลวง” หรื
อที่
คนพื้
นถิ่
นเรี
ยกว่
า “เขาเหมน” ยอดเขาสู
งสุ
ดบนเทื
อกเขานครศรี
ธรรมราช ซึ่
งในอี
กฝั่
งของเขา
หลวงก็
จะเป็
นอํ
าเภอลานสกา ที่
มี
คนไทยอาศั
ยอยู่
และประกอบกิ
จการทํ
าสวนผลไม้
การที่
พื้
นที่
ฝั่
งนาบอนบริ
เวณ
หลั
งเขาหลวงมี
คนเข้
ามาอาศั
ยน้
อย ก็
อาจเป็
นไปตามข้
อสั
งเกตของคุ
ณเมธาที่
ว่
าคนไทยนั้
นนิ
ยมทํ
านาจึ
งต้
องอาศั
ยอยู่
ในที่
ลุ่
ม ซึ่
งก็
น่
าสั
งเกตว่
าในอี
กฝั่
งหนึ่
งของภู
เขากลั
บมี
คนไทยอาศั
ยอยู่
ข้
อชวนพิ
จารณาเบื้
องต้
นนี้
ผู้
วิ
จั
ยมี
ความ
คิ
ดเห็
นว่
าด้
วยพื้
นที่
เขาหลวงฝั่
งอํ
าเภอลานสกานั้
น ตั้
งหั
นหน้
าออกไปสู่
อ่
าวไทยประกอบกั
บมี
ลํ
าน้ํ
าที่
ใช้
อาศั
ยเดิ
นทาง
ลงไปบ้
านเมื
องชุ
มชนในพื้
นที่
ราบได้
สะดวกกว่
าจึ
งมี
คนเข้
าไปอาศั
ย ผู้
วิ
จั
ยเคยได้
รั
บการบอกเล่
าจากบิ
ดาของเพื่
อนที่
มี
ภู
มิ
ลํ
าเนาอาศั
ยอยู่
ในอํ
าเภอลานสกาว่
า ในสมั
ยก่
อนเคยล่
องเรื
อไปพ่
อเพื่
อนํ
าเอาผลไม้
จากสวนบนเขาไปแลกเปลี่
ยนช
ของทะเล พวกกะปิ
เกลื
อ ปลาเค็
ม กั
บคนปากพนั
ง วิ
ถี
เช่
นนี้
ของคนนครศรี
ธรรมราชมี
คํ
ากล่
าวเรี
ยกว่
าเป็
น “เกลอ
เขาเกลอเล” ในทางกลั
บกั
นเชิ
งเขาหลวงทางฝั่
งของอํ
าเภอนาบอนขาดเส้
นทางคมนาคมเช่
นนี้
แม้
มี
คลองจั
งไหลไปสุ
ราษฎร์
ธานี
ได้
ก็
ยั
งนั
บว่
าเป็
นระยะทางไกล จึ
งอาจมี
ผลอย่
างมากต่
อการตั
ดสิ
นใจของผู้
คนเข้
าไปอาศั
ยอยู่
ภายในพื้
นที่
อํ
าเภอนาบอน จั
งหวั
ดนครศรี
ธรรมราช อี
กทั้
งความเปลี่
ยนแปลงของการตั
ดเส้
นทางการเดิ
นทางใหม่
อย่
างรถไฟได้
ทํ
า
ให้
การเดิ
นทางทางน้ํ
าลดความสํ
าคั
ญลง จึ
งนั
บเป็
นความเปลี่
ยนแปลงสํ
าคั
ญที่
ต่
อการตั้
งถิ่
นฐานของผู้
คนในคนละช่
วง
ยุ
คสมั
ย
27
ข้
อมู
ลจากการสั
มภาษณ์
ได้
บอกว่
าในช่
วงเวลานั้
นการเดิ
นทางเข้
ามาประเทศไทยไม่
จํ
าเป็
นต้
องใช้
บั
ตรผ่
าน
แดนสามารถเดิ
นทางข้
ามแดนมาได้
เลย และทางราชการไทยก็
สนั
บสนุ
นให้
มี
ผู้
คนเข้
ามาหั
กล้
างถางพงเพื่
อทํ
า
การเกษตร โดยเมื่
อถางป่
าเป็
นสวนยางพาราแล้
ว ก็
สามารถเข้
าไปขอ “ออกใบเหยี
ยบย่ํ
า” ได้
รั
บสิ
ทธิ
ในการถื
อครอง
ที่
ดิ
น (นายเมธา เอื้
อนนทั
ช , สั
มภาษณ์
ที่
บ้
านเลขที่
397/1 ม.2 ต.นาบอน จ.นครศรี
ธรรมราช เมื่
อวั
นที่
20 ตุ
ลาคม
พ.ศ.2553) เหตุ
การณ์
หนึ่
งสะท้
อนให้
เห็
นถึ
งนโยบายทางราชการไทยที่
สนั
บสนุ
นการเข้
าใช้
พื้
นที่
รกร้
าง การสั
มภาษณ์
นายจรั
ล ปริ
พั
ฒนานนท์
(ปั
จจุ
บั
นเสี
ยชี
วิ
ต) ซึ่
งเป็
นคุ
ณตาของผู้
วิ
จั
ย ได้
เคยเล่
าให้
ผู้
วิ
จั
ยฟั
งว่
า เมื่
อคราวที่
แม่
ของท่
าน
ได้
เข้
ามาประเทศไทย เพื่
อหาที่
ทางทํ
าสวนยาง หากทว่
าในขณะนั้
นที่
ดิ
นแถบคลองจั
ง นาบอน จั
นดี
ถู
กจั
บจองเต็
ม
แล้
ว และมี
คนบอกว่
าให้
ลองไปดู
พื้
นที่
อ.หั
วยยอด จ.ตรั
ง และได้
เดิ
นทางไป เมื่
อถึ
ง อ.ห้
วยยอด ก็
ได้
เข้
าติ
ดต่
อที่
ว่
า
การอํ
าเภอ คุ
ณตาบอกว่
าเมื่
อนายอํ
าเภอ ทราบข่
าวถึ
งกั
บให้
เจ้
าหน้
าที่
มาเชิ
ญแม่
ของท่
าน ขึ้
นไปคุ
ยบนห้
องทํ
างาน
นายอํ
าเภอเลยที
เดี
ยว ซึ่
งเหตุ
การณ์
นิ้
สะท้
อนให้
เห็
นถึ
งความสนใจของทางราชการไทย ในการให้
คนเข้
าถื
อครองที่
ดิ
น
รกร้
างว่
างเปล่
า (จรั
ล ปริ
พั
ฒนานนท์
, สั
มภาษณ์
ที่
บ้
านเลขที่
21 ถ.นครกิ
จบํ
ารุ
ง ต.ห้
วยยอด อ.ห้
วยยอด จ.ตรั
ง, 7
เมษายนพ.ศ.2551)