แนวทางการสืบสานวัฒนธรรมตาลที่เมืองเพชรที่เอื้อต่อวิธีชีวิตของชุมชนบ้านลาด - page 131
๑๑๙
เมื
องได
รั
บฟ
งเช
นนั้
นทรงปลื้
มพระหฤทั
ยและรู
สึ
กขอบใจในความห
วงใยของหญิ
งชาวบ
าน จึ
งได
มอบ
แหวนซึ่
งแต
ก
อนเรี
ยกว
า “ธรรมรงค
” ให
แก
สาว ผู
นั้
น ต
อมาชาวบ
านเลยขนานนามให
บริ
เวณนี้
เรี
ยกว
า
“บ
านธรรมรงค
”ซึ่
งต
อมาเพี้
ยนเป
น“บ
านถ้ํ
ารงค
”จนถึ
งป
จจุ
บั
น
ตํ
านานที่
สอง เป
นข
อมู
ลจากกํ
านั
นถนอมภู
เงิ
น เล
าว
าสมั
ยก
อนเมื
องเพชรบุ
รี
มี
เจ
าเมื
องเป
น
ผู
ปกครอง วั
นหนึ่
งเจ
าเมื
องเสด็
จไปหาดเจ
าสํ
าราญโดยขึ้
นคานหามไปค
างแรมที่
นั้
น เมื่
อไปถึ
งเจ
าเมื
อง
กระหายน้ํ
ามากอยากจะดื่
มน้ํ
าจึ
งไปขอน้ํ
ากิ
นจากหญิ
งสาวคนหนึ่
ง หญิ
งสาวคนนั้
นก็
ตั
กน้ํ
าใส
ขั
นให
กิ
น
โดยเด็
ดหางจาก ๓หางใส
ในขั
นน้ํ
าแล
วให
เจ
าเมื
องกิ
น พอเจ
าเมื
องดื่
มน้ํ
าหางของใบจากก็
ลอยตามน้ํ
า
ขึ้
นมาจนจะเข
าปากท
านก็
หยุ
ดพอท
านอิ่
มเจ
าเมื
องจึ
งถามว
าเพราะเหตุ
ใดจึ
งใส
หางจากลงในน้ํ
าหญิ
งคน
นี้
ตอบว
าท
านกํ
าลั
งกระหายน้ํ
ามาเดี๋
ยวจะดื่
มมากไปจะเป
นอั
นตราย เจ
าเมื
องเห็
นว
าหญิ
งคนนี้
มี
ป
ญญาดี
หลั
งจากนั้
นเจ
าเมื
องออกจากหาดเจ
าสํ
าราญเสด็
จมาพั
กที่
เขา ธํ
ามรงค
โดยมี
หญิ
งคนนั้
นตามมาด
วยและ
ชอบพบกั
น เมื่
อเจ
าเมื
องออกจากหาดเจ
าสํ
าราญเวลาจะกลั
บเจ
าเมื
องจึ
งถอดแหวนให
เป
นที่
ระลึ
กกั
บ
หญิ
งผู
นั้
น จึ
งตั้
งชื่
อว
า “ธํ
ามรงค
” และต
อมาเกิ
ดการกร
อนเสี
ยงเหลื
อว
า “เขาถ้ํ
ารงค
”
อี
กตํ
านานหนึ่
ง เป
นข
อมู
ลจากหนั
งสื
อพิ
มพ
เพชรภู
มิ
ป
ที่
๒๐ ฉบั
บที่
๔๗๐ ประจํ
าวั
นที่
๑๖
กั
นยายน๒๕๔๒ ว
าสมั
ยก
อนมี
เจ
าชายองค
หนึ่
งได
เสด็
จมายั
งหมู
บ
านแห
งหนึ่
งซึ่
งเดิ
มเป
นป
า มี
ลํ
าห
วย
ไหลผ
านกลางถ้ํ
า ภายในถ้ํ
ามี
หิ
นงอกหิ
นย
อยที่
สวยงามพร
อมด
วยห
องหั
บตามซอกตามมุ
มของถ้ํ
า เมื่
อ
เจ
าชายเสด็
จมาพบก็
พอพระทั
ยและประทั
บภายในถ้ํ
า มี
ชาวบ
านคนหนึ่
งเอาน้ํ
าใส
ขั
นมาถวาย และใส
หลอดหญ
าปล
องลงในขั
นด
วย เจ
าชายทรงตรั
สถามว
าใส
ไว
ทํ
าไม ชาวบ
านจึ
งตอบว
า พระองค
เสด็
จมา
เหนื่
อยๆถ
าดื่
มน้ํ
าจากขั
นเลยด
วยความหิ
วกระหายหรื
อรี
บร
อนจะทํ
าให
เกิ
ดอาการจุ
กเสี
ยดต
องค
อยๆ
ดู
ดจากหลอดหญ
าปล
อง พระองค
ทรงเห็
นความเฉลี
ยวฉลาดของชาวบ
านผู
นั้
น จึ
งทรงพระราชทาน
“ธํ
ามรงค
” พร
อมเงิ
นทองให
ชาวบ
านผู
นั้
น เป
นที่
กล
าวขานกั
นทั่
วทิ
ศในเรื่
องนี้
จึ
งเรี
ยกหมู
บ
านนี้
ว
า
“บ
านธํ
ามรงค
” ต
อมานานเข
าภาษาอาจเพี้
ยนไปจึ
งกลายเป
น “หมู
บ
านถ้ํ
ารงค
” ตราบจนป
จจุ
บั
นนี้
จากคํ
าบอกเล
าของอดี
ตนายกองค
การบริ
หารส
วนตํ
าบลถ้ํ
ารงค
ทํ
าให
ทราบว
าตํ
าบลถ้ํ
ารงค
มี
หลายสิ่
งหลายอย
างที่
ถื
อเป
นเอกลั
กษณ
ที่
โดดเด
น โดยในป
พ.ศ. ๒๕๔๔ ชุ
มชนถ้ํ
ารงค
ได
มี
การพั
ฒนาให
เป
นแหล
งเรี
ยนรู
เพื่
อการท
องเที่
ยว มี
สถานที่
และแหล
งท
องเที่
ยวที่
น
าสนใจ เช
น หลวงพ
อดํ
า เป
น
พระพุ
ทธรู
ปปางห
ามญาติ
เป
นรู
ปหล
อสี
ดํ
าทั้
งองค
ป
จจุ
บั
นทรุ
ดโทรมลงไปมาก กรมศิ
ลปากรตรวจสอบ
แล
วคาดว
า หลวงพ
อดํ
ามี
อายุ
ประมาณ๑,๐๐๐ป
แล
วบริ
เวณหน
าถ้ํ
าหลวงพ
อดํ
ามี
เจดี
ย
รู
ปทรงสี่
เหลี่
ยม
๒ ชั้
น ฐานกว
าง ๑๖๐ เซนติ
เมตร สู
ง ๒๔๐ เซนติ
เมตร ชั้
นที่
๑ มี
พระพุ
ทธรู
ป๔ ด
านพระพุ
ทธรู
ปด
าน
ทิ
ศตะวั
นออกและทิ
ศเหนื
อ เป
นพระพุ
ทธรู
ปปางมารวิ
ชั
ย พระพุ
ทธรู
ปด
านทิ
ศตะวั
นตกและทิ
ศใต
เป
น
พระพุ
ทธรู
ปปางสมาธิ
ทุ
กองค
มี
ความกว
างหน
าตั
ก ๖๙ เซนติ
เมตร ความสู
งจากฐานเกศา ๘๒
เซนติ
เมตร ชั้
นที่
๒ เป
นที่
ประดิ
ษฐานพระพุ
ทธรู
ปปางห
ามญาติ
ทั้
ง ๔ ด
านหน
าตั
ก ๓๐ เซนติ
เมตร ยอด
1...,121,122,123,124,125,126,127,128,129,130
132,133,134,135,136,137,138,139,140,141,...176