nt141 - page 97
89
ทํ
าให้
ชุ
มชนได้
แลกเปลี่
ยนการเรี
ยนรู
้
จากนั
กท่
องเที่
ยว และเข้
าใจการอยู
่
กั
บผู
้
อื่
นอย่
างดี
ซึ
่
ง
สอดคล้
องกั
บ ยุ
กติ
มุ
กดาวิ
จิ
ตร (2548) อ้
างถึ
ง วิ
ชิ
ต นั
นทสุ
วรรณ (2528) กล่
าว่
า การถ่
ายทอด
ระหว่
างวั
ยของชาวบ้
าน ยื
ดหยุ
่
นอนุ
ญาตให้
ชาวบ้
านแต่
ละคนได้
มี
ประสบการณ์
ตรงจากการปฏิ
บั
ติ
หรื
อกฎเกณฑ์
ค่
านิ
ยมต่
างๆกั
บประสบการณ์
ของแต่
ละคนและสุ
ทิ
นนพเกตุ
(2549) กล่
าวว่
า การ
เรี
ยนรู
้
ที่
จะยกย่
องให้
เกี
ยรติ
ซึ
่
งกั
นและกั
นอย่
างเท่
าเที
ยม โดยปราศจากการเลื
อกปฏิ
บั
ติ
ด้
วยเหตุ
แห่
ง
ความแตกต่
างทางเพศฐานะการศึ
กษาสั
ญชาติ
ศาสนา ภาษา สี
ผิ
วหรื
อวั
ฒนธรรมประเพณี
และ
บุ
คคลในทุ
กสถานภาพ
องค์
ประกอบที่
1ชุ
มชนต่
อเงื่
อนไขคุ
ณธรรมจากการวิ
จั
ยพบว่
า
ผู
้
เชี่
ยวชาญมี
ความเห็
นสอดคล้
องเป็
นอั
นหนึ
่
งอั
นเดี
ยวกั
นว่
าเป็
นความเห็
นด้
วยมาก
ที่
สุ
ดคื
อ
-ไม่
สนั
บสนุ
นการนํ
าสิ่
งเสพติ
ดและการค้
าขายสิ่
งเสพติ
ดจากนั
กท่
องเที่
ยว
-มี
การกระจายรายได้
ให้
ทุ
กคนที่
เกี่
ยวข้
องได้
รั
บประโยชน์
-มี
พฤติ
กรรมเอื
้
ออาทรและจิ
ตอาสาเพื่
อความร่
วมมื
อในชุ
มชน
- ผู
้
นํ
าชุ
มชนต้
องมี
คุ
ณธรรมเป็
นหลั
ก
เมื่
อพิ
จารณาถึ
งองค์
ประกอบชุ
มชนต่
อเงื่
อนไขคุ
ณธรรมพบว่
าชุ
มชนบ้
านถํ
้
าลอด
ต้
องร่
วมมื
อกั
บป้
องกั
นสิ่
งเสพติ
ดที่
จะนํ
าเข้
ามาโดยนั
กท่
องเที่
ยว ไม่
ว่
าจะในรู
ปแบบการค้
าขายแก่
ชาวบ้
านหรื
อต่
อนั
กท่
องเที่
ยวด้
วยกั
นเอง โดยผู
้
นํ
าชุ
มชนต้
องมี
คุ
ณธรรมเป็
นหลั
กมี
การกระจาย
รายได้
ให้
ทุ
กคนที่
เกี่
ยวข้
องได้
รั
บประโยชน์
และมี
พฤติ
กรรมเอื
้
ออาทร และจิ
ตอาสาเพื่
อความ
ร่
วมมื
อในชุ
มชน ซึ
่
งสอดคล้
องกั
บพระราชดํ
ารั
ส (2529) ดั
งนี
้
การบํ
าเพ็
ญประโยชน์
ช่
วยเหลื
อผู
้
อื่
น
เป็
นปั
จจั
ยที่
สร้
างสรรค์
ความมุ่
งดี
มุ่
งเจริ
ญต่
อกั
นความรั
กใคร่
ความเพื่
อแผ่
กั
นและกั
นซึ
่
งในที่
สุ
ดจะ
ก่
อให้
เกิ
ดความสามั
คคี
เป็
นปรึ
กแผ่
นในแผ่
นดิ
นขึ
้
นและพระราชดํ
ารั
ส (2512) ดั
งนี
้
ผู
้
ที่
ทํ
างานให้
เกิ
ดประโยชน์
แก่
ส่
วนรวม ย่
อมได้
ประโยชน์
แก่
ส่
วนของตนด้
วย ผู
้
ที่
ทํ
างานโดยเห็
นแก่
ตั
ว
เบี
ยดเบี
ยนส่
วนรวม ย่
อมบั่
นทอนทํ
างานความมั่
นคงของประเทศชาติ
และที่
สุ
ดตนเองก็
จะเอาตั
วไม่
รอดและประเวศวะสี
(2544) กล่
าวว่
า จิ
ตใจพอเพี
ยงทํ
าให้
รั
กและเอื
้
ออาทรผู
้
อื่
นได้
คนที่
ไม่
พอจะ
รั
กคนอื่
นไม่
เป็
นและทํ
าลายกั
นมากและ บุ
ญเลิ
ศ จิ
ตรตั
้
งวั
ฒนา (2548) กล่
าวว่
า การท่
องเที่
ยวเชิ
ง
วั
ฒนธรรมจะต้
องเป็
นการท่
องเที่
ยวในลั
กษณะที่
ให้
ชุ
มชนท้
องถิ่
นมี
ส่
วนร่
วมและได้
รั
บ
ผลประโยชน์
โดยยึ
ดหลั
กที่
ว่
าต้
องให้
ชุ
มชนท้
องถิ่
นมี
ส่
วนร่
วมในการจั
ดการท่
องเที่
ยวและได้
รั
บ
ผลประโยชน์
จากการท่
องเที่
ยวอั
นเป็
นการกระจายรายได้
สู
่
ชุ
มชนท้
องถิ่
น และสมพร เทพสิ
ทธา
(2549) กล่
าวว่
า เศรษฐกิ
จพอเพี
ยงมุ่
งให้
เกิ
ดสั
งคมที่
มี
ความสุ
ขสงบประชาชนมี
ความเมตตาเอื
้
อ
อาทรช่
วยเหลื
อซึ
่
งกั
นและกั
น ไม่
ใช่
ต่
างคนต่
างอยู
่
มุ่
งให้
เกิ
ดความสามั
คคี
ร่
วมมื
อกั
น เพื่
อให้
ทุ
กคน
อยู
่
ร่
วมกั
นได้
อย่
างปราศจากการเบี
ยดเบี
ยนกั
นและสถาบั
นไทยพั
ฒน์
(2550) กล่
าวว่
าปรั
ชญาของ
1...,87,88,89,90,91,92,93,94,95,96
98,99,100,101,102,103,104,105,106,107,...202