๓๓
ป
กุ
นที่
ปรากฏในศิ
ลาจารึ
ก คื
อป
ที่
พระไตรป
ฎกจะหายไป และเมื่
อศาสนาจะสิ้
นลง ศาสนาจะสิ้
นลง
ในเดื
อนหกป
ชวด ดั
งนั้
นจึ
งเป
นไปได
ว
า แนวคิ
ดเรื่
องป
กุ
นนั้
น เป
นป
ที่
มี
ความโกลาหลอย
างมาก และศาสนา
จะสิ้
นสุ
ดในป
ชวด ซึ่
งหลั
กฐานที่
ปรากฏในศิ
ลาจารึ
กนครชุ
มก็
ยั
งไม
ชั
ดเจนว
าส
งอิ
ทธิ
พลถึ
งอาณาจั
กรใกล
เคี
ยง
หรื
อไม
อย
างไร แต
ผู
ศึ
กษาพบหลั
กฐานเพิ่
มเติ
มใน “
ป
ญจพุ
ทธศั
กราชวรรณา
”
ในป
ญญาสชาดก
๓๔
ซึ่
ง
กล
าวถึ
งเหตุ
การณ
หลั
งจากป
พ.ศ. ๒,๐๐๐ เป
นต
นไปจะเกิ
ดความโกลาหลในสั
งคม เริ่
มตั้
งแต
ป
ชวดเป
นต
น
ไปถึ
งป
กุ
น และในป
กุ
นจะปรากฏผู
มี
บุ
ญมาปรากฏตั
ว ดั
งต
อไปนี้
“...สมเด็
จพระผู
มี
พระภาคเจ
า ได
ทรงแสดงธรรมะแก
ภิ
กษุ
ทั้
งหลายว
า ดู
กรภิ
กษุ
ทั้
งหลาย เมื่
อ
พระตถาคตปริ
นิ
พพานในป
มะเส็
ง ขึ้
น ๑๕ ค่ํ
า เดื
อน ๖ ศาสนาจั
กดํ
ารงอยู
ถ
วน ๕,๐๐๐
พรรษา เมื่
อศาสนาล
วงไปได
๕๐๐ ป
ภิ
กษุ
ณี
ก็
หมด เมื่
อศาสนาล
วงไปได
๑,๐๐๐ ป
พระ
ศาสนาหมด เมื่
อศาสนาล
วงไปได
๒,๐๐๐ ป
จะมี
พระราชาผู
ปราศจากธรรม ทํ
าลายล
างพระ
ศาสนาของพระตถาคต กระทํ
ากุ
ลี
ยุ
คให
เกิ
ดขึ้
นเป
นการใหญ
มหาอุ
ป
ทวต
าง ๆ ก็
จะบั
งเกิ
ดขึ้
น
แก
ประชาชนชาวโลก จั
กปรากฏดั
งพยากรณ
นี้
ครั้
นล
วงไปบุ
คคลผู
ทรงธรรมก็
จะละทิ้
งธรรม
เสี
ย ในป
ฉลู
นั้
น ป
จจามิ
ตรจะกระทํ
าไมตรี
จิ
ตทอดสนิ
ทคิ
ดฆ
ามิ
ตรของตนเสี
ย บุ
คคลผู
เป
น
บั
ณฑิ
ตจะกลั
บกลายเป
นคนอั
นธพาลดุ
จคนใบ
และเป
นคนลามกประกอบแต
อกุ
ศลกรรม ถื
อ
อาวุ
ธคอยแต
จะประหั
ตประหารซึ่
งกั
นแลกั
น ยั
งมหาชนทุ
กแหล
งให
ถึ
งซึ่
งความพิ
นาศ เมื่
อถึ
งป
เถาะพวกอั
นธทมิ
ฬจั
กกระทํ
าอั
นตรายแก
พระศาสนา แลย่ํ
ายี
พระศาสนา มหาชนจั
กถื
อเอาแต
ข
างมิ
จฉาทิ
ฐิ
ตามพวกอั
นธทมิ
ฬไปหมด ถึ
งป
มะโรง หมอกแห
งความตายจั
กปรากฏแก
มหาชน
เป
นอั
นมาก ถึ
งป
มะเส็
งพวกอั
นธทมิ
ฬจั
กได
รั
บความสุ
ข คนซึ่
งเป
นบั
ณฑิ
ตตามชนบทต
าง ๆ จั
ก
ถึ
งซึ่
งความเป
นคนยากจนเข็
ญใจ ถึ
งป
มะเมี
ย พวกประชาชนพลเมื
องจั
กพากั
นทิ้
งเหย
าเรื
อน
เคหสถานเข
าหาป
าเป
นที่
อยู
บ
านจะกลายเป
นป
า ป
าจะกลายเป
นบ
าน จะปรากฏในกาล
ข
างหน
า ถึ
งป
มะแม ประชาชนต
างจะได
รั
บมหั
นตทุ
กข
ต
องจากบุ
ตรภรรยาสั
ญจรไปในต
างทิ
ศ
ถึ
งป
วอก สมณะ พราหมณาจารย
จั
กพากั
นทิ้
งอาวาสสถานพากั
นไปเร
นอยู
ตามอรั
ญประเทศ
ถึ
งป
ระกาชาวโลกทั้
งปวงจั
กเร
าร
อนดุ
จไฟไหม
ถึ
งป
จอบุ
ตรจั
กฆ
าบิ
ดาและรบราฆ
าฟ
นกั
นเอง
ถึ
งป
กุ
นพระราชาแลมหาอํ
ามาตย
ท
าวพญาทั้
งปวงจะต
องเคารพนบนอบต
อคนอนาถา
บ
านเมื
องจั
กเจริ
ญขึ้
น
ในป
กุ
นนั้
นจั
กได
เห็
นผู
มี
บุ
ญ
เมื่
อศาสนาล
วงไปได
๒,๒๕๐ ป
เอกศกนั้
น
ประชาชนจั
กได
เห็
นผู
มี
บุ
ญญาธิ
การ
แล
วผู
มี
บุ
ญญาธิ
การก็
หมดไปเบื้
องหน
าแต
นั้
น เมื่
อ
ศาสนาล
วงไปได
๓,๐๐๐ป
การประชุ
มแห
งอุ
โบสถของอนาคาริ
กบุ
คคลจั
กสิ้
นไป...”
๓๕
ป
ญจพุ
ทธศั
กราชวรรณนา ที่
ปรากฏตอนท
ายของป
ญญาสชาดก ซึ่
งมี
อิ
ทธิ
พลต
อล
านช
างอย
างมาก
ทั้
งนี้
เพราะล
านช
างรู
จั
กป
ญญาสชาดกดี
จนกระทั่
งสามารถนํ
ามาแต
งเป
นวรรณกรรมตามแบบฉบั
บของล
าน
๓๔
ปรากฏในป
ญญาสชาดกฉบั
บกรมศิ
ลปากร แต
ไม
พบว
ามี
ปรากฏในป
ญญาสชาดกภาคเหนื
อ
๓๕
ป
ญญาสชาดก เล
ม ๒
, พิ
มพ
ครั้
งที่
๒ (กรุ
งเทพฯ : ศิ
ลปาบรรณาคาร, ๒๕๔๙), ๖๙๙-๗๐๐.