- ๒๙ -
ดั
งนั้
น
P ( x
i
= ๑)
= P (ผู้
ให้
ข้
อมู
ลสุ่
มได้
คํ
าถามปกปิ
ดเชิ
งนิ
มานและตอบว่
า “ใช่
”)
+ P (ผู้
ให้
ข้
อมู
ลสุ่
มได้
คํ
าถามปกปิ
ดเชิ
งนิ
เสธและตอบว่
า “ใช่
”)
=
P + ( ๑ -
) ( ๑ - p)
และ
P ( x
i
= ๐)
= P (ผู้
ให้
ข้
อมู
ลสุ่
มได้
คํ
าถามปกปิ
ดเชิ
งนิ
มานและตอบว่
า “ไม่
ใช่
”)
+ P (ผู้
ให้
ข้
อมู
ลสุ่
มได้
คํ
าถามปกปิ
ดเชิ
งนิ
เสธและตอบว่
า “ไม่
ใช่
”)
=
๑ - {
P + ( ๑ -
) ( ๑ - p)}
=
( ๑ -
) p +
( ๑ - p)
จากนั้
นจึ
งหาฟั
งก์
ชั่
นภาวะน่
าจะเป็
นของตั
วอย่
างสุ่
มต่
อไป
ให้
n
๑
แทนจํ
านวนผู้
ให้
ข้
อมู
ล ตอบว่
า “ใช่
” จากจํ
านวนผู้
ให้
ข้
อมู
ล n คน
n - n
๑
แทนจํ
านวนผู้
ให้
ข้
อมู
ล ตอบว่
า “ไม่
ใช่
”
จะได้
ฟั
งก์
ชั่
นภาวะน่
าจะเป็
น
L(
)
=
[
P + ( ๑ -
) ( ๑ - p
)]
n
1
[ ( ๑ -
) p +
( ๑ - p)]
n - n
1
จากนั้
นจึ
งหาตั
วประมาณแบบภาวะน่
าจะเป็
นสู
งสุ
ดของ
คื
อ
w
ˆ
ตั
วประมาณค่
าแบบภาวะน่
าจะเป็
นสู
งสุ
ด
การประมาณค่
า
ด้
วยวิ
ธี
ภาวะน่
าจะเป็
นสู
งสุ
ด คื
อ การหาค่
า
ˆ
=
(ˆ
x
๑
, x
๒
,
………, x
n
) ที่
จะทํ
าให้
L (
)ˆ
มี
ค่
าสู
งสุ
ด ทั้
งนี้
เพราะค่
า
ˆ
ที่
ทํ
าให้
L (
)ˆ
มี
ค่
าสู
งสุ
ดเป็
นค่
าเดี
ยวกั
นที่
ทํ
าให้
n L (
)ˆ
มี
ค่
าสู
งสุ
ด แต่
การหาค่
า
ˆ
ที่
ทํ
าให้
n L (
)ˆ
มี
ค่
าสู
งสุ
ด มั
กจะทํ
าได้
ง่
ายกว่
า
ดั
งนั้
นตั
วประมาณแบบภาวะน่
าจะเป็
นสู
งสุ
ด (maximum likelihood estimator : MLE) ของ
คื
อ
ˆ
=
(ˆ
x
๑
, x
๒
, ………, x
n
) โดยที่
L (
)ˆ
มี
ค่
าสู
งสุ
ด
๙) เอกสารและงานวิ
จั
ยที่
เกี่
ยวข้
อง
ในปั
จจุ
บั
นได้
มี
ผู้
ทํ
าการวิ
จั
ยเกี่
ยวกั
บพฤติ
กรรมของวั
ยรุ่
นมากมายที่
สะท้
อนให้
เห็
นถึ
งทั
ศนคติ
และค่
านิ
ยมของวั
ยรุ่
นที่
มี
พฤติ
กรรมทางเพศเปลี่
ยนไป อาทิ
เช่
น งานวิ
จั
ยเรื่
องพฤติ
กรรมทางเพศของ
นั
กเรี
ยนระดั
บมั
ธยมศึ
กษาตอนปลายและระดั
บประกาศนี
ยบั
ตรวิ
ชาชี
พ (ปวช.) ในเขต
กรุ
งเทพมหานคร จํ
านวนตั
วอย่
าง ๑,๘๕๖ คน พบว่
าพฤติ
กรรมการมี
เพศสั
มพั
นธ์
ของนั
กเรี
ยน ม.
ปลาย/ปวช. ร้
อยละ ๒๗.๒ เคยมี
เพศสั
มพั
นธ์
(ในจํ
านวนนี้
ร้
อยละ ๒๓.๓ เคยมี
เพศสั
มพั
นธ์
กั
บเพศตรง
ข้
าม ร้
อยละ ๓.๐ เคยมี
กั
บเพศเดี
ยวกั
น และร้
อยละ ๐.๙ เคยมี
ทั้
งกั
บเพศตรงข้
ามและเพศเดี
ยวกั
น)
ส่
วนร้
อยละ ๗๒.๘ ไม่
เคยมี
เพศสั
มพั
นธ์
แต่
เมื่
อเปรี
ยบเที
ยบกั
บการสํ
ารวจเมื่
อปี
๒๕๔๕ที่
ผ่
านมา พบว่
า
แนวโน้
มการมี
เพศสั
มพั
นธ์
ของนั
กเรี
ยนมี
อั
ตราที่
สู
งขึ้
น โดยในปี
๒๕๔๕ นั
กเรี
ยนที่
มี
เพศสั
มพั
นธ์
มี
เพี
ยง
ร้
อยละ ๑๙.๗ แต่
ในขณะปี
๒๕๔๗ มี
นั
กเรี
ยนที่
มี
เพศสั
มพั
นธ์
ร้
อยละ๒๗.๒ กล่
าวได้
ว่
า จํ
านวนนั
กเรี
ยน
ม.ปลาย/ปวช. ที่
เคยมี
เพศสั
มพั
นธ์
จาก ๑ ใน ๕ คน ในปี
๒๕๔๕ เพิ่
มเป็
น๑ใน๔คน ในปี
๒๕๔๗ และ
โดยภาพรวมนั
กเรี
ยนที่
เคยมี
เพศสั
มพั
นธ์
มี
เพศสั
มพั
นธ์
ครั้
งแรกอายุ
เฉลี่
ย ๑๖ ปี
ซึ่
งอายุ
ที่
เริ่
ม