- ๓๒ -
หากมี
โอกาสจะทุ
จริ
ต (คอร์
รั
ปชั่
น) ร้
อยละ ๒๖ มี
พฤติ
กรรมการทุ
จริ
ตการสอบร้
อยละ ๕๐ หากพบ
ทรั
พย์
สิ
นของผู้
อื่
นตกอยู่
จะไม่
ส่
งคื
นร้
อยละ ๔๓ เล่
นการพนั
นร้
อยละ ๔๒ ขายบริ
การร้
อยละ ๒๔
นั
กศึ
กษาหญิ
งทํ
าแท้
งร้
อยละ ๒๐ และนั
กศึ
กษาชายเที
่
ยวผู้
หญิ
งร้
อยละ ๒๓ และได้
เสนออี
กว่
าถ้
า p
= ๐.๕ จะทํ
าให้
ความแปรปรวนมี
ค่
าสู
งที่
สุ
ด ถ้
า p เข้
าใกล้
๐ หรื
อ ๑ จะทํ
าให้
ผู้
ถู
กสั
มภาษณ์
ไม่
ไว้
ใจ
เครื่
องมื
อสุ่
ม สรุ
ปว่
า p ที่
ดี
ที่
สุ
ดควรมี
ค่
าใกล้
เคี
ยง ๐.๒๕ หรื
อ ๐.๗๕
ศิ
ริ
พร เสริ
ตานนท์
(๒๕๕๑) ได้
ศึ
กษาพฤติ
กรรมไม่
ซื่
อสั
ตย์
ทางวิ
ชาการของนั
กศึ
กษา
มหาวิ
ทยาลั
ยโดยการใช้
เทคนิ
คการตอบสนองเชิ
งสุ่
มของWarner โดยกลุ่
มตั
วอย่
างเป็
นนั
กศึ
กษาชั้
นปี
ที่
๑ ถึ
ง ๔ ของมหาวิ
ทยาลั
ยเอกชนแห่
งหนึ่
ง จํ
านวน ๒๔๔ คน ชาย ๑๐๓ คน หญิ
ง ๑๔๑ คน ใช้
แบบสอบถามกึ่
งสั
มภาษณ์
จํ
านวน ๑๘ ข้
อ เป็
นเครื่
องมื
อศึ
กษาพฤติ
กรรมไม่
ซื่
อสั
ตย์
ทางวิ
ชาการ ๔
ด้
าน คื
อ ด้
านทุ
จริ
ตการสอบ ด้
านการลอกแบบฝึ
กหั
ด ด้
านความไม่
ซื่
อสั
ตย์
ในการจั
ดทํ
ารายงาน
และด้
านการสร้
างข้
อมู
ลเท็
จ ผลการศึ
กษาพบว่
า นั
กศึ
กษาเคยมี
พฤติ
กรรมด้
านการลอกแบบฝึ
กหั
ด
มากที่
สุ
ดร้
อยละ ๖๔.๘ และด้
านความไม่
ซื่
อสั
ตย์
ในการจั
ดทํ
ารายงานน้
อยที่
สุ
ดร้
อยละ ๒๘.๑๕
ปราณี
จ้
อยรอด และคณะ (๒๕๕๒) ได้
ศึ
กษาปั
จจั
ยที่
มี
ผลต่
อพฤติ
กรรมการรั
บสื่
อ
อิ
นเทอร์
เน็
ตอย่
างมี
วิ
จารณญาณของนั
กเรี
ยนช่
วงชั้
นที่
๔ ในเขกรุ
งเทพมหานคร เพื่
อศึ
กษาปฏิ
สั
มพั
นธ์
ระหว่
างปั
จจั
ยภายใน-ภายนอกที่
มี
ผลต่
อพฤติ
กรรมการรั
บสื่
ออิ
นเทอร์
เน็
ตอย่
างมี
วิ
จารณญาณ และ
เพื่
อเปรี
ยบเที
ยบพฤติ
กรรมการรั
บสื่
ออิ
นเทอร์
เน็
ตอย่
างมี
วิ
จารณญาณระหว่
างนั
กเรี
ยนที่
มี
เพศ และ
คะแนนผลการเรี
ยนเฉลี่
ยสะสมต่
างกั
น กลุ่
มตั
วอย่
างในการวิ
จั
ยเป็
นนั
กเรี
ยนช่
วงชั้
นที่
๔ เขต
กรุ
งเทพมหานครจํ
านวน ๓๑๔ คน โดยใช้
แบบสอบถาม วิ
เคราะห์
ข้
อมู
ลด้
วยสถิ
ติ
บรรยาย การ
ทดสอบค่
าที
วิ
เคราะห์
ความแปรปรวนสองทาง และการถดถอยพหุ
คู
ณแบบเพิ่
มตั
วแปรที
ละขั้
น
ผลการวิ
จั
ยพบว่
า ๑) ตั
วแปรปั
จจั
ยภายใน ได้
แก่
การคิ
ดอย่
างมี
เหตุ
ผล ความรั
บผิ
ดชอบต่
อสั
งคม ตั
ว
แปรปั
จจั
ยภายนอก ได้
แก่
การได้
รั
บตั
วแบบจากเพื่
อน การได้
รั
บการสนั
บสนุ
นทางสั
งคมจากครู
และ
การได้
รั
บการสนั
บสนุ
นทางสั
งคมจากสื่
อ สามารถร่
วมกั
นทํ
านายพฤติ
กรรมการรั
บสื่
ออิ
นเทอร์
เน็
ต
อย่
างมี
วิ
จารณญาณได้
ร้
อยละ ๓๙ ๒) พบปฏิ
สั
มพั
นธ์
ระหว่
างการควบคุ
มตนเองและการได้
รั
บตั
วแบบ
จากครอบครั
วที่
ส่
งผลต่
อพฤติ
กรรมการรั
บสื่
ออิ
นเทอร์
เน็
ตอย่
างมี
วิ
จารณญาณของนั
กเรี
ยนช่
วงชั้
นปี
ที่
๔ ในเขตกรุ
งเทพมหานคร โดยพบว่
าในกลุ่
มนั
กเรี
ยนที่
มี
การควบคุ
มตนเองมากและได้
รั
บตั
วแบบจาก
ครอบครั
วมาก มี
พฤติ
กรรมการรั
บสื่
ออิ
นเทอร์
เน็
ตอย่
างมี
วิ
จารณญาณมากกว่
านั
กเรี
ยนที่
ได้
รั
บตั
วแบบ
จากครอบครั
วน้
อยอย่
างมี
นั
ยสํ
าคั
ญทางสถิ
ติ
และ ๒) นั
กเรี
ยนที่
มี
เพศและคะแนนผลการเรี
ยนเฉลี่
ย
สะสมแตกต่
างกั
น มี
พฤติ
กรรมการรั
บสื่
ออิ
นเทอร์
เน็
ตอย่
างมี
วิ
จารณญาณแตกต่
างกั
นอย่
างมี
นั
ยสํ
าคั
ญ
ทางสถิ
ติ
ที่
ระดั
บ .๐๕
จิ
นตนา ตั
นสุ
วรรณนนท์
และคณะ (๒๕๕๓) ได้
ศึ
กษาปั
จจั
ยที่
เกี่
ยวข้
องกั
บพฤติ
กรรมการ
บริ
โภคสื่
อที่
ไม่
เหมาะสม และศึ
กษาปั
จจั
ยทํ
านายพฤติ
กรรมการบริ
โภคสื่
อด้
วยปั
ญญาของนั
กศึ
กษา
ระดั
บอุ
ดมศึ
กษาในเขตกรุ
งเทพมหานคร ใช้
วิ
ธี
การวิ
จั
ยเชิ
งคุ
ณภาพและเชิ
งปริ
มาณ กลุ่
มผู้
ให้
ข้
อมู
ลเชิ
ง
คุ
ณภาพได้
แก่
กลุ่
มนั
กวิ
ชาการด้
านนิ
เทศศาสตร์
และด้
านจิ
ตพฤติ
กรรมศาสตร์
กลุ่
มบุ
คคลที่
ทํ
างาน