- ๓๐ -
เพศสั
มพั
นธ์
ต่ํ
าสุ
ดคื
อ ๙ ปี
และสู
งสุ
ด ๑๙ ปี
นั
กเรี
ยนชายเริ่
มมี
เพศสั
มพั
นธ์
ครั้
งแรก อายุ
เฉลี่
ย ๑๕ ปี
และนั
กเรี
ยนหญิ
งเริ่
มมี
เพศสั
มพั
นธ์
ครั้
งแรก อายุ
เฉลี่
ย ๑๖ ปี
จากผลการวิ
จั
ยดั
งที่
กล่
าวมานั้
น แสดงให้
เห็
นว่
าพฤติ
กรรมทางเพศของวั
ยรุ่
นไทยเปลี่
ยนไปอย่
างมาก (สวนดุ
สิ
ตโพล, ๒๕๔๗: ม.ป.ป.) และจาก
ผลการวิ
จั
ยของจิ
ราพร พิ
ทั
กษ์
(๒๕๔๙) นั
กวิ
ชาการสาธารณสุ
ขประจํ
าสถานี
อนามั
ยหนองแดง อ.แวง
ใหญ่
จ.ขอนแก่
น ได้
ศึ
กษาเกี่
ยวกั
บพฤติ
กรรมทางเพศของวั
ยรุ่
นในพื้
นที่
จั
งหวั
ดขอนแก่
น โดยศึ
กษา
จากนั
กเรี
ยนชั้
นประถมศึ
กษาปี
ที่
๖ และนั
กเรี
ยนชั้
นมั
ธยมศึ
กษาปี
ที่
๑-๓จํ
านวน๑๙๙ คน พบว่
า นั
กเรี
ยน
๒๗% เคยดื่
มสุ
รา นั
กเรี
ยนเคยรั
บสื่
อในเรื่
องเพศสั
มพั
นธ์
จากการอ่
านหนั
งสื
อประเภทกระตุ้
นอารมณ์
ทางเพศ ๒๔% จากการดู
วี
ดี
โอและวี
ซี
ดี
ที่
มี
ฉากรั
กกระตุ้
นทางเพศ ๓๘% นั
กเรี
ยนมี
คนรั
กแล้
ว ๒๐%
เคยอยู่
กั
บคนรั
กตามลํ
าพั
งโดยมี
การสั
มผั
สเชิ
งชู้
สาว ๘% เคยเที่
ยวสถานเริ
งรมย์
๖% และพบว่
า
นั
กเรี
ยนชั้
น ป.๖ และ ม.๓ เป็
นกลุ่
มที่
มี
พฤติ
กรรมทางเพศต่
อเพศตรงข้
ามโดยการมี
เพศสั
มพั
นธ์
กั
นมาก
ที่
สุ
ดถึ
ง ๓๘% และการมี
เพศสั
มพั
นธ์
โดยใช้
วิ
ธี
การกระตุ้
นอารมณ์
ทางเพศโดยการดื่
มสุ
รา ดู
วี
ดี
โอ วี
ซี
ดี
ลงเอยโดยการมี
เพศสั
มพั
นธ์
มากถึ
ง ๘๘% และรองลงมาคื
อการดู
หนั
งสื
อประเภทปลุ
กใจเสื
อป่
า ๖๓%
จากผลการวิ
จั
ยพบว่
าสิ่
งที่
กระตุ้
นให้
เด็
กเกิ
ดความอยากรู้
อยากเห็
น อยากเลี
ยนแบบพฤติ
กรรมนั้
นจาก
สื่
อลามกต่
างๆ ไม่
ว่
าจะเป็
นหนั
งสื
อสื่
อพิ
มพ์
ในรู
ปแบบต่
างๆ ภาพยนตร์
ในรู
ปแบบวี
ดี
โอ วี
ซี
ดี
ต่
างๆ
รวมทั้
งสภาพแวดล้
อมและสิ่
งเร้
าต่
างๆ มี
ส่
วนในการกระตุ้
นพฤติ
กรรมทางเพศ จนก่
อให้
เกิ
ดพฤติ
กรรม
ทางเพศในเด็
กนั
กเรี
ยนที่
มี
อายุ
น้
อย
ปิ
ยวร ภุ
มภิ
รั
ตน์
(๒๕๔๖) ได้
ศึ
กษาวิ
จั
ยเรื่
อง พฤติ
กรรมเสี่
ยงของวั
ยรุ่
น พบว่
าปั
จจั
ยต่
างๆ ที่
จะมี
ผลกระทบที่
ทํ
าให้
วั
ยรุ่
นสามารถนํ
าไปสู่
พฤติ
กรรมเสี่
ยงทางเพศได้
นั้
น โดยได้
รั
บปั
จจั
ยจากหลายๆ
ด้
าน เช่
น ปั
จจั
ยทางสั
งคมและปั
จจั
ยทางวั
ฒนธรรม ปั
จจั
ยทางสั
งคม เช่
น จากการคบเพื่
อน ปั
จจั
ยจาก
คู่
รั
ก สื่
อ และปั
จจั
ยทางวั
ฒนธรรม เช่
น ปั
จจั
ยเรื่
องการอบรมเลี้
ยงดู
การขั
ดเกลาทางวั
ฒนธรรม การให้
คํ
าปรึ
กษาเรื่
องเพศจากบิ
ดามารดา และค่
านิ
ยมการแต่
งกายตามแฟชั่
นทั
นสมั
ย และการบริ
โภคสื่
อ
ต่
างๆ ที่
ทั
นสมั
ย เช่
น อิ
นเทอร์
เน็
ต และโทรศั
พท์
มื
อถื
อ
ระวี
วรรณ ดนั
ยดุ
ษฎี
กุ
ล (๒๕๔๗) ได้
ศึ
กษาวิ
จั
ยเรื่
อง ปั
จจั
ยที่
มี
ความสั
มพั
นธ์
กั
บการละเว้
น
เพศสั
มพั
นธ์
ของวั
ยรุ่
นหญิ
ง ผลการวิ
จั
ยพบว่
า วั
ยรุ่
นหญิ
งที่
ศึ
กษาในระดั
บ ปวช. มี
อั
ตราการมี
เพศสั
มพั
นธ์
สู
งกว่
าวั
ยรุ่
นที่
ศึ
กษาในระบบการศึ
กษาภาคบั
งคั
บหรื
อ ม.ปลาย โดยวั
ยรุ่
นหญิ
งในระดั
บ
ปวช. ที่
เคยมี
เพศสั
มพั
นธ์
แล้
ว มี
อั
ตราสู
งถึ
งร้
อยละ ๖๔ ขณะที่
วั
ยรุ่
นหญิ
งในระดั
บ ม.ปลายที่
เคยมี
เพศสั
มพั
นธ์
แล้
วมี
อั
ตราการมี
เพศสั
มพั
นธ์
ร้
อยละ ๓๖ สํ
าหรั
บปั
จจั
ยที่
เป็
นตั
วกระตุ้
นให้
เกิ
ดการมี
เพศสั
มพั
นธ์
ในกลุ่
มวั
ยรุ่
นหญิ
งในระดั
บชั้
น ม.ปลายเกิ
ดจากการชั
กจู
งของเพื่
อนสนิ
ทในกลุ่
มเดี
ยวกั
นที่
เคยมี
เพศสั
มพั
นธ์
แล้
วเป็
นตั
วกระตุ้
น สื่
อต่
างๆ ที่
มี
ส่
วนกระตุ้
นพฤติ
กรรมทางเพศให้
เกิ
ดในวั
ยรุ่
นเร็
วขึ้
น
ส่
วนปั
จจั
ยของความรู้
เรื่
องเพศ พบว่
าหากวั
ยรุ่
นมี
ความรู้
เรื่
องเพศมากกลั
บมี
โอกาสที่
จะมี
เพศสั
มพั
นธ์
ลดลง แต่
สํ
าหรั
บเพศชายยิ่
งมี
ความรู้
เรื่
องเพศมากขึ้
นก็
ยิ่
งมี
เพศสั
มพั
นธ์
มากขึ้
น ส่
วนเจตคติ
ทางบวก
ของวั
ยรุ่
นเชื่
อว่
าการมี
เพศสั
มพั
นธ์
ก่
อนแต่
งงานไม่
ใช่
เรื่
องเลวร้
าย เป็
นสิ่
งที่
ยอมรั
บได้
ไม่
ใช่
เรื่
องเสี
ยหาย